ข่าว

ข่าวและกิจกรรม

rss

ข่าวและกิจกรรมเกี่ยวกับโครงการ SMEs Pro-active

DG02.jpg

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ปลื้มผลตอบรับของผู้ประกอบการ ในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเสมือนจริง (Virtual Exhibition) พร้อมดันเอสเอ็มอีไทยส่งออกผ่านงานแสดงสินค้า ภายใต้โครงการ SMEs Pro-active

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผย ผลตอบรับของผู้ประกอบการไทยที่ได้รับการอนุมัติเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเสมือนจริง (Virtual Exhibition) ภายใต้โครงการส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs Pro-active) ซึ่งงานปรับรูปแบบเป็นงานแสดงสินค้าออนไลน์ เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

บริษัท วินสิตา จำกัด หนึ่งในผู้ประกอบการไทยที่ได้รับการอนุมัติเข้าร่วมงานแสดงสินค้า Taipei International Cycle Online Show (Taipei Cycle) งานแสดงสินค้าจักรยานและชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งปกติจัดขึ้นในเมืองไทเป ไต้หวัน เมื่อวันที่ 3-31 มีนาคม 2564 ที่ผ่านมา ให้ข้อมูลว่า ผลตอบรับในภาพรวมของบริษัทอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ได้พบกับกลุ่มเป้าหมายภายในงาน และมีผลการเจรจาการค้าจนเกิดคำสั่งซื้ออีกด้วย

ทั้งนี้ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (DITP) ยังได้เข้าไปดำเนินการนัดหมายเจรจาการค้าให้ผู้ประกอบการ ประสานงานกับผู้จัดงานเกี่ยวกับวิธีการใช้งานระบบแสดงสินค้าแบบออนไลน์ และแนะนำผู้นำเข้าจากไต้หวันให้กับผู้ประกอบการไทยอีกด้วย ในภาพรวมผู้ประกอบการไทยที่เข้าร่วมงานแสดงสินค้าเสมือนจริง (Virtual Exhibition) พึงพอใจกับการเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ เนื่องจากการใช้ชีวิตแบบวิถีใหม่ (New Normal) ทำให้ผู้คนนิยมขี่จักรยานเพื่อหลีกเลี่ยงการเบียดเสียดในรถขนส่งมวลชนสาธารณะ อีกทั้งความตื่นตัวในการรักษาสุขภาพยังส่งผลให้กระแสความนิยมการขี่จักรยานเพิ่มมากขึ้น แม้ว่าผู้ประกอบการไม่ได้เจรจาธุรกิจการค้าหรือเสนอขายสินค้ากับผู้ที่สนใจแบบซึ่งหน้า แต่ยังได้ผลการตอบรับที่ดี สามารถช่วยสร้างยอดสั่งซื้อให้กับบริษัทเสมือนการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในรูปแบบเดิม

นอกจากงาน Taipei International Cycle Online Show (Taipei Cycle) แล้ว โครงการ SMEs Pro-active ยังได้มีการอนุมัติงานแสดงสินค้าเสมือนจริง (Virtual Exhibition) ในการประชุมครั้งที่ 1/2564 ที่ผ่านมา อีกทั้งหมด 4 กิจกรรม ได้แก่ (1) งาน DESIGN ASIA 2021 ประเทศสิงคโปร์ (2) งาน International Exhibition for Architecture & The Built Environment, ArchXpo ประเทศสิงคโปร์ (3) HKTDC International Sourcing Show 2021 ฮ่องกง (4) H+H Cologne ประเทศเยอรมนี เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยได้เข้าร่วมงานแสดงสินค้าภายในกลางปี 2564 นี้

ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วม โครงการส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือโครงการ SMEs Pro-active โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งสนับสนุนวงเงินในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเสมือนจริงในต่างประเทศ (Virtual Exhibition) สูงสุด 50,000 บาทต่อครั้ง จำนวน 6 ครั้ง โดยสามารถตรวจสอบข้อมูลงานแสดงสินค้าเสมือนจริงในต่างประเทศ (Virtual Exhibition) ได้ที่บัญชีรายชื่องานแสดงสินค้า/บริการเสมือนจริงในต่างประเทศที่ได้รับการรับรอง (QVL) ในเว็บไซต์ https://smesproactive.ditp.go.th/ หรือติดตาม Facebook Page : SMEs Pro-active by DITP สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 0 2507 7783 หรือ 0 2507 7786

ประชาสัมพันธ์ส่วนภูมิภาค-04.jpg

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ขยายหลักเกณฑ์โครงการ SMEs Pro-active เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า/บริการเสมือนจริงในต่างประเทศ (Virtual Exhibition) และกิจกรรมเจรจาธุรกิจในรูปแบบ Showroom ในช่วงการจัดงาน Fashion Week ในต่างประเทศ สมัครได้แล้วตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป  

นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่าในปี 2564 โครงการ SMEs Pro-active ได้ขยายหลักเกณฑ์ครอบคลุมงานแสดงสินค้า/บริการเสมือนจริงในต่างประเทศ หรือ Virtual Exhibition และกิจกรรมเจรจาธุรกิจในรูปแบบ Showroom ในช่วงการจัดงาน Fashion Week ในต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ SMEs ไทยมีโอกาสในการขยายสู่ตลาดต่างประเทศด้วยช่องทางที่หลากหลายมากขึ้น แม้ว่าจะมีภาวะวิกฤต COVID-19 ระลอกใหม่ 

ทั้งนี้ การสนับสนุนผู้ประกอบการเข้าร่วมงาน Virtual Exhibition สามารถเบิกจ่ายได้ตามจริง ไม่เกิน 50,000 บาท ต่อบริษัทต่อครั้ง 6 สิทธิ์ โดยค่าใช้จ่ายที่สนับสนุน ได้แก่ ค่าสมัครเข้าร่วมงานและค่าประชาสัมพันธ์/เข้าร่วมการเจรจาการค้า ส่วนกิจกรรมเจรจาธุรกิจในรูปแบบ Showroom ช่วงการจัดงาน Fashion Week ในต่างประเทศ เบิกจ่ายตามจริงได้ไม่เกิน 200,000 บาท 6 สิทธิ์ ค่าใช้จ่ายที่สนับสนุน ได้แก่ ค่าเข้าร่วมกิจกรรม ค่านำเสนอขายสินค้า และประชาสัมพันธ์

สามารถตรวจสอบคุณสมบัติ ศึกษาข้อมูลและกิจกรรมในตลาดต่างประเทศทีได้รับการรับรองได้ที่เว็บไซต์ https://smesproactive.ditp.go.th/ หรือ Facebook Page: SMEs Pro-active by DITP สอบถามรายละเอียดได้ที่ 0 2507 7783 หรือ 0 2507 7786

310364 AW ส่องกระแสการช็อปปิ้งสาวจีน.jpg

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัจจุบันประเทศจีนเปิดกว้างทางเศรษฐกิจมากขึ้น ผู้บริโภคชาวจีนจำนวนไม่น้อยมีกำลังซื้อค่อนข้างสูง ทำให้สินค้านำเข้าจึงเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้บริโภคในยุคของการยกระดับการบริโภคผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องศึกษาทำความเข้าใจกับพฤติกรรมของผู้บริโภคจีนที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเพื่อวิเคราะห์โอกาสในการเจาะตลาด และประเมินศักยภาพการแข่งขันของสินค้าไทยในสายตาของผู้บริโภคจีน

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองชิงต่าว โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) รายงานว่า พฤติกรรมการบริโภคของผู้หญิงเข้ามามีบทบาทในกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น ผู้หญิงจีนยุคใหม่ส่วนใหญ่รักอิสระและมีความต้องการบริโภคมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับรายงานแนวโน้มคุณภาพชีวิตของสาวจีนปี 2020 ของศูนย์วิจัยข้อมูลและการตลาดของจีน (CBNData) ระบุว่า ผู้หญิงจีนกว่าร้อยละ 97 เป็นผู้ตัดสินใจในการเลือกซื้อของในบ้าน และการบริโภคมีมูลค่าสูงถึง 10 ล้านล้านหยวน หรือประมาณ 47 ล้านล้านบาท ซึ่งรายได้เฉลี่ยต่อเดือนของผู้หญิงจีนจะอยู่ที่ 3,930 หยวน หรือประมาณ 18,700 บาท เมื่อพิจารณาค่าใช้จ่ายในการบริโภคแล้ว พบว่า เทรนด์และพฤติกรรมการบริโภคของผู้หญิงจีนยุคใหม่ มีดังนี้

เทรนด์ที่ 1 ผู้หญิงจีนยุคใหม่ใช้จ่ายเพื่อตนเอง และให้ความสำคัญกับการบริโภคเพื่อสร้างประสบการณ์ส่วนตัว

ผู้หญิงชาวจีนส่วนใหญ่เลือกใช้จ่าย หรือบริโภคเพื่อให้ตนเองมีความสุข แสวงหาชีวิตที่สะดวกสบาย โดยผลการสำรวจของบริษัทวิจัยการตลาดของจีน (iResearch) เปิดเผยว่า ผู้หญิงจีนยุคใหม่ร้อยละ 44 ให้ความสำคัญกับการบริโภคเพื่อสร้างประสบการณ์ส่วนตัวและยินดีที่จะจ่ายเพื่อให้ตนเองมีความสุข อีกทั้งส่วนใหญ่เปิดแอปพลิเคชันเพื่อเลือกดูสินค้าฟุ่มเฟือยโดยใช้เวลาประมาณ 3.4 วันต่อเดือน

เทรนด์ที่ 2 ผู้หญิงจีนส่วนใหญ่ใช้จ่ายในการซื้อผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณ

ผู้หญิงจีนร้อยละ 45 มีค่าใช้จ่ายในการซื้อผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณกว่า 3,000 หยวนต่อปี หรือประมาณ 14,250 บาทต่อปี และใช้เวลาในการดูแลผิวพรรณต่อวันประมาณ 20 นาที โดยพบว่า ผู้หญิงจีนวัย Gen Z ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่ดีและมีประสิทธิภาพในการดูแลผิวพรรณอย่างครบวงจร และศึกษาส่วนผสมและสูตรของผลิตภัณฑ์ก่อนที่จะเลือกซื้อ ซึ่งส่วนผสมสำหรับผลิตภัณฑ์บริเวณใบหน้าที่ผู้หญิงจีนให้ความสำคัญ ได้แก่ นิโคติน กรดอะมิโน และเซราไมด์ ตามลำดับ

เทรนด์ที่ 3 ผู้หญิงจีนนิยมเลือกซื้อเครื่องแต่งกายตามดาราหรือเน็ตไอดอลที่ตนเองชื่นชอบ

ผู้บริโภคกว่าร้อยละ 73 มีความยินดีที่จะจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าแฟชั่นตามดาราหรือเน็ตไอดอลที่ตนเองชื่นชอบ ซึ่งสอดคล้องกับมูลค่าและจำนวนผู้บริโภคเครื่องแต่งกายที่มีลักษณะเหมือนกับดาราในปี 2020 ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 1 เท่า ขณะที่เสื้อผ้าแฟชั่นแบบจีนและสินค้าที่มีทรัพย์สินทางปัญญา (IP) บนแพลตฟอร์ม Tmall ก็มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน

เทรนด์ที่ 4 ผู้หญิงจีนให้ความสำคัญและตระหนักในเรื่องสุขภาพมากขึ้น

ผู้หญิงร้อยละ 50 ออกกำลังกายมากกว่า 3 ครั้งขึ้นไปต่อสัปดาห์ โดยเฉพาะการออกกำลังกายที่บ้านเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น ในขณะที่รูปแบบการออกกำลังกายที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน ได้แก่ โยคะ อุปกรณ์ฟิตเนส แผ่นเกมเต้น และเครื่องลู่วิ่ง ตามลำดับ

เทรนด์ที่ 5 ผู้หญิงจีนในวัยที่กำลังมีครอบครัวจะให้ความสำคัญกับตนเองเป็นพิเศษ

ในช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ชาวจีนมักจะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการดูแลปกป้องตนเอง อาทิ ผลิตภัณฑ์ป้องกันท้องลายและแผลเป็น ค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูหลังคลอด การจัดการรูปร่างหลังคลอด โดยคุณแม่ชาวจีนกว่าร้อยละ 86 ยินดีที่จะลองผลิตภัณฑ์สำหรับแม่และเด็กที่ให้ความสะดวกสบายสูง ทำให้ผลิตภัณฑ์สำหรับแม่และเด็กที่มีนวัตกรรมสมัยใหม่ขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า อาทิ เครื่องปั้มนม 2 ข้างแบบสวมใส่ เป็นต้น

เทรนด์ที่ 6 ผู้หญิงจีนนิยมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รสผลไม้ที่มีกลิ่นและรสหวานมากขึ้น

ผู้หญิงชาวจีนเริ่มนิยมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รสผลไม้ที่มีกลิ่นและรสหวานมากขึ้น ซึ่งรสชาติของแอลกอฮอล์ผลไม้ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ได้แก่ พลัม พีช และส้มโอ นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้หญิงจีนมักจะเลือกซื้อเครื่องดื่มดังกล่าวจากรูปลักษณ์ภายนอก และเครื่องดื่มที่มีความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ต่ำ จะได้รับความนิยมมากกว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั่วไป

“ผู้หญิงจีนเป็นผู้บริโภคที่มีส่วนสำคัญในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและบริการมากขึ้นเรื่อยๆ มีกำลังซื้อสูง และตัดสินใจจับจ่ายได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น พฤติกรรมและรูปแบบการบริโภคของผู้หญิงจีนจึงถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ประกอบการไทยที่มีสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิงเป็นจำนวนมาก เบื้องต้นอาจอาศัยแพลตฟอร์ม หรือสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ ที่เป็นที่นิยมของผู้หญิงจีน เพื่อง่ายต่อการเจาะกลุ่มตลาดและลงทุนน้อย ซึ่งในระยะต่อมา หากผู้ประกอบการไทยเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของผู้หญิงจีนมากขึ้นแล้ว ก็สามารถพัฒนาแอปพลิเคชัน หรือช่องทางการตลาดอื่นๆ ที่อาจมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตและรูปแบบการบริโภคของผู้หญิงจีนมากขึ้น” สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองชิงต่าว ให้ข้อมูลเพิ่มเติม

ในประเทศจีนนั้นมีงานแสดงสินค้าจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีหลายงาน อาทิ (1) CHINA BEAUTY EXPO ณ เมืองเซี่ยงไฮ้ (2) Canton Fair ณ เมืองกวางโจว (3) China Beijing International Gifts,  Premium & Houseware Exhibition ณ กรุงปักกิ่ง เป็นต้น ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลและหลักเกณฑ์โครงการเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์โครงการ https://smesproactive.ditp.go.th/ หรือ Facebook Page : SMEs Pro-active by DITP สอบถามรายละเอียดได้ที่ 0 2507 7783 หรือ 0 2507 7786 ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

310364 AW ตลาดออร์แกนิกเยอรมัน.jpg

ถึงแม้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในยุโรปรวมถึงประเทศเยอรมนียังไม่มีท่าทีคลี่คลายลง แต่ก็ไม่อาจฉุดกระแสความนิยมของสินค้าออร์แกนิกในเยอรมนีได้ ซึ่งได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันชาวเยอรมัน และขับเคลื่อนการเติบโตในภาคธุรกิจอาหารที่สำคัญที่สุด

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) รายงานว่า  ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ผู้บริโภคในเยอรมันหันมาปรุงและรับประทานอาหารที่บ้านมากขึ้น อีกทั้งยังเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ตลาดสินค้าออร์แกนิกในเยอรมันเติบโตสูงสุดด้วยยอดขายในปี 2020 รวมทั้งสิ้น 14.99 พันล้านยูโร (ประมาณ 552.22 พันล้านบาท) อีกทั้ง ผู้บริโภคยังจับจ่ายสินค้าอาหารและเครื่องดื่มออร์แกนิกเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 22 เมื่อเทียบกับปี 2019 ทำให้ตลาดสินค้าออร์แกนิกขยับขึ้นมาครองส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 6.4 เติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่าของการขยายตัวในตลาดอาหารโดยรวมทั้งหมด

ทั้งนี้ ข้อมูลสนับสนุนจากกระทรวงเกษตรของเยอรมันยังระบุว่า ในปีที่แล้วมีจำนวนพื้นที่เพาะปลูกแบบอินทรีย์ในเยอรมนีเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.7 นั่นหมายความว่า “เกษตรกรสนใจการทำเกษตรอินทรีย์มากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น พวกเขาจึงสามารถตอบสนองความต้องการอาหารออร์แกนิกที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคชาวเยอรมันได้ดีขึ้น” นาง Julia Klöckner รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรกล่าว

สินค้าออร์แกนิกที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดในปี 2020 คือ เนื้อสัตว์ปีก เนื้อสัตว์ต่างๆ และแป้ง นอกจากนี้ เทรนด์วีแกน (Vegan) ทำให้ยอดขายนมทางเลือกเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 50 รวมถึงกลุ่มผักและผลไม้ซึ่งมียอดขายสูงกว่าปีก่อนหน้าร้อยละ 29 และ 25 ตามลำดับ และยอดขายของกลุ่มสินค้าสดอื่น ๆ เช่น ไส้กรอก ไข่ และผลิตภัณฑ์จากนม เพิ่มขึ้นร้อยละ 15-22 เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ การซื้อสินค้าออร์แกนิกผ่านช่องทางออนไลน์ก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก ซึ่งมียอดขายเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า เนื่องจากผู้บริโภคหลีกเลี่ยงการเดินทางไปข้างนอกเพื่อลดการติดเชื้อ และหันมาสั่งซื้อสินค้าทางออนไลน์เป็นจำนวนมากในเวลาเดียวกัน

“โครงการส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม” หรือ SMEs Pro-active โดย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการได้มีโอกาสขยายตลาดส่งออกสินค้า ด้วยการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยสามารถเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและบริการในต่างประเทศ (Overseas Trade Fair) ซึ่งครอบคลุมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าพื้นที่ ค่าคูหา ค่าประกันภัยในงาน ค่าประชาสัมพันธ์ และค่าเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ สูงสุดถึง 200,000 บาทต่อครั้งต่อบริษัท โดยงานแสดงสินค้าเกี่ยวกับอาหาร/เครื่องดื่ม และสินค้าออร์แกนิกในเยอรมนีที่น่าสนใจ อาทิ Fruit Logistica ที่เมืองเบอร์ลิน และ Anuga FoodTec ที่เมืองโคโลญจน์ นอกจากนี้ยังสนับสนุนการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเสมือนจริง (Virtual Exhibition) สูงสุดถึง 50,000 บาทต่อครั้งต่อบริษัท งานที่น่าสนใจ อาทิ BIOFACH eSPECIAL และ VIVANESS eSPECIAL เป็นต้น ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลและหลักเกณฑ์โครงการเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์โครงการ https://smesproactive.ditp.go.th/ หรือ Facebook Page : SMEs Pro-active by DITP สอบถามรายละเอียดได้ที่ 0 2507 7783 หรือ 0 2507 7786 ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

170364 AW ประกอบข่าว 5.png

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ชี้ถึงเทรนด์อาหารที่ทำมาจากพืช (Plant-Based Food) กำลังมาแรงในปัจจุบัน โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ที่ทำมาจากพืช อีกทั้งยังแนะนำผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเพื่อขยายโอกาสต่อยอดการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ

ในปัจจุบัน ผู้บริโภคโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ (Millennial) มีทัศนคติที่ให้ความสำคัญกับสารอาหารและประโยชน์ของอาหารต่อสุขภาพมากขึ้น อีกทั้งยังคำนึงถึงภาวะโลกร้อนและการรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งกระแสรักษ์โลกที่มุ่งเน้นไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainability) ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่คนรุ่นใหม่ ให้ความสนใจการบริโภคอาหารมังสวิรัติ (Vegetarian Food) หรืออาหารที่ทำมาจากพืช (Plant-Based Food) โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ที่ทำมาจากพืช (Plant-Based Meat) เนื่องจากคุณลักษณะและรสชาติมีความคล้ายคลึงกับเนื้อสัตว์จริง จึงทำให้ตลาดอาหารที่ทำมาจากพืชเติบโตอย่างต่อเนื่อง

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโทรอนโต เปิดเผยว่า ประเทศแคนาดามีกลุ่มผู้บริโภคมังสวิรัติประมาณ 3 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 10 ของประชากรทั้งประเทศ ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมามีอัตราเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 45 ความนิยมที่เพิ่มขึ้นของเทรนด์การรับประทานอาหารที่ทำมาจากพืช (Plant-Based Food) ส่งผลทำให้ธุรกิจและการลงทุนทั่วโลกขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ รายงานข้อมูลจาก Financial Times (ณ ปี 2563) ยังเผยถึง ยอดขายสินค้าเนื้อสัตว์ที่ทำมาจากพืช (Plant-Based Meat) ในสหรัฐอเมริกาขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 265 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า เช่นเดียวกับตลาดในเอเชียก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยคาดการณ์ว่า มูลค่าตลาดเอเชียจะขยายตัวสูงขึ้นถึงประมาณ 12.75 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 382,500 ล้านบาท) ภายในปี 2573

“นอกจากสินค้าเนื้อสัตว์ที่ทำมาจากพืช (Plant-Based Meat) ได้รับความนิยมแล้ว ร้านอาหารที่ให้บริการในรูปแบบมีเมนูอาหารทางเลือก (Inclusive Eating)  อาทิ เมนูอาหารประเภทมังสวิรัติ (Vegan) เมนูอาหารประเภทที่ไม่มีโปรตีนกลูเตน (Gluten Free) เมนูอาหารประเภทลดแป้ง (Low Carb) และเมนูอาหารฮาลาล (Halal Food) ก็ได้รับความนิยมไม่น้อยไปกว่ากัน” สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงสิงคโปร์  ให้ข้อมูลเพิ่มเติม

ดังนั้น จึงเป็นโอกาสดีที่ผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมอาหารจะสามารถขยายตลาดหรือต่อยอดธุรกิจเพื่อส่งออกสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศผ่านการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า ซึ่งงานแสดงสินค้าที่น่าสนใจ อาทิ Plant Based World ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-10 ธันวาคม 2564, Speciality & Fine Food Asia ประเทศสิงคโปร์ ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28-30 กันยายน 2564, FHA Food & Beverage ประเทศสิงคโปร์ ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28-31 มีนาคม 2565 และ Sial Canada ประเทศแคนาดา ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-23 กันยายน 2564

ผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศสามารถสมัครเข้าร่วม โครงการส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือโครงการ SMEs Pro-active โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งสนับสนุนวงเงินในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและบริการในต่างประเทศ (Overseas Trade Fair) สูงสุด 200,000 บาทต่อครั้ง จำนวน 6 สิทธิ์ และยังสนับสนุนวงเงินในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเสมือนจริงในต่างประเทศ (Virtual Exhibition) สูงสุด 50,000 บาทต่อครั้ง จำนวน 6 ครั้ง สามารถตรวจสอบคุณสมบัติ ศึกษาข้อมูลและกิจกรรมในตลาดต่างประเทศที่ได้รับการรับรองได้ที่เว็บไซต์ https://smesproactive.ditp.go.th/ หรือ Facebook Page : SMEs Pro-active by DITP สอบถามรายละเอียดได้ที่ 0 2507 7783 หรือ 0 2507 7786

120364 Artwork Update 4 (Final).jpg

ภาพรวมธุรกิจอาหารทั่วโลกสำหรับปี 2563 ได้รับผลกระทบไม่น้อยจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้นำเข้า-ส่งออก เป็นลูกโซ่ไปถึงธุรกิจร้านอาหารต่างๆ ส่งผลให้พฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครซิดนีย์และสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครแวนคูเวอร์ เผยว่า ผู้บริโภคทั้งในออสเตรเลียและแคนาดาหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารนอกบ้าน หันมาทำอาหารรับประทานเองมากขึ้นหรือสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลักเพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อไวรัส โดยเฉพาะระหว่างช่วงกักตัวหรือการทำงานที่บ้าน (Work from home) ผู้บริโภคมองหาเมนูอาหารที่ทานง่าย รสชาติดีและไม่จำเจ ซึ่งทางเลือกหนึ่งที่สามารถตอบสนองความต้องการผู้บริโภคได้ก็คือ น้ำจิ้มหรือซอสสำเร็จพร้อมปรุงเพื่อเพิ่มความสะดวกในการรับประทาน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ตลาดซอสและเครื่องปรุงรสเติบโตขึ้นเป็นอย่างมาก

สินค้าประเภทซอสพาสต้า ซอสบาร์บีคิว และซอสดิป (Dip) เป็นสินค้าที่ผู้บริโภคชาวออสเตรเลียนิยมมากที่สุด ขณะเดียวกันในแคนาดาตลาดซอสน้ำจิ้ม ซอสสำหรับอบ/ปรุงอาหาร ซอสพิซซ่า และซอสพาสต้าขยายตัวมากขึ้นจากเดิม โดยเฉพาะน้ำจิ้ม หรือดิปปิ้งซอส (Dipping Suace) เป็นสินค้าที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคมากที่สุด ในการช่วยเพิ่มสีสัน รสชาติของอาหารให้กลายเป็นเมนูพิเศษมากขึ้น

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครแวนคูเวอร์ ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพก็กำลังเป็นที่นิยม ผู้บริโภคในแคนาดาให้ความสนใจอาหารที่มีประโยชน์ ไม่ปนเปื้อนสารเคมี หรือเลือกอาหารจำเพาะบางอย่างมากขึ้น เช่น กลุ่มที่แพ้อาหารบางชนิด กลุ่มวีแกน กลุ่มที่บริโภค Plant-based เป็นต้น  เช่นเดียวกับพฤติกรรมผู้บริโภคในออสเตรเลีย ซึ่งสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครซิดนีย์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า แนวโน้มสินค้าซอสและเครื่องปรุงรสในตลาดออสเตรเลียมีการพัฒนาทั้งคุณภาพ บรรจุภัณฑ์ และความหลากหลาย โดยให้ความสำคัญต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก เน้นวัตถุดิบธรรมชาติและปลอดสารปรุงแต่ง

เป็นโอกาสดีของผู้ประกอบการไทยในการขยายตลาดและสร้างเครือข่ายธุรกิจในต่างประเทศ โดยงานแสดงสินค้าด้านอาหารที่น่าสนใจทั้งในออสเตรเลียและแคนาดา อาทิ งานแสดงสินค้า Fine Food Australia, Sydney ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-9 กันยายน 2564 และงานแสดงสินค้า Sial Canada, Toronto ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-23 กันยายน 2564

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมงานแสดงสินค้าสามารถสมัครเข้าร่วม โครงการส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs Pro-active) โครงการที่ให้การสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ไทยเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและบริการในงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ พร้อมวงเงินสนับสนุนสูงสุด 200,000 บาท จำนวน 6 สิทธิ์ ศึกษาข้อมูลและหลักเกณฑ์โครงการเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์โครงการฯ https://smesproactive.ditp.go.th/ หรือ Facebook Page: SMEs Pro-active by DITP สอบถามรายละเอียดได้ที่ 02-507-7783 หรือ 02-507-7786

DG01.jpg

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) อนุมัติผู้ประกอบการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเสมือนจริง (Virtual Exhibition) และกิจกรรม Showroom ในช่วงงาน Fashion Week เพื่อสนับสนุน SMEs ไทยภายใต้โครงการ SMEs Pro-active ลอตแรก พร้อมทั้งขยายระยะเวลาช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ถึงเดือนธันวาคม 2564

ที่ประชุมคณะกรรมการโครงการ SMEs Pro-active ครั้งที่ 1/2564 (49) เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2564 ซึ่งมีอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) (นายสมเด็จ สุสมบูรณ์) เป็นประธานร่วมกับคณะกรรมการจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย (BOT) และสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (TNSC) มีมติเห็นชอบอนุมัติการสมัครขอรับการสนับสนุนเข้าร่วมโครงการฯ ของผู้ประกอบการ โดยมีกิจกรรมใหม่ ได้แก่ กิจกรรมการเจรจาธุรกิจผ่าน Showroom ในช่วงงาน Fashion Week และงานแสดงสินค้าเสมือนจริงในต่างประเทศ (Virtual Exhibition) จำนวน 5 กิจกรรม วงเงินสนับสนุน 450,000 บาท โดยประเภทสินค้าที่ได้รับการอนุมัติมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ สินค้าแฟชั่น สินค้าไลฟ์สไตล์ และสินค้าอาหาร ตามลำดับ เป็นกิจกรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกมากที่สุด ร้อยละ 41 รองลงมาเป็นอาเซียน ร้อยละ 26

งานแสดงสินค้าเสมือนจริงในต่างประเทศ (Virtual Exhibition) ที่ได้รับการอนุมัติที่น่าสนใจ ได้แก่ (1) งาน DESIGN ASIA 2021 ประเทศสิงคโปร์ แพลตฟอร์มที่รวบรวมงานในอุตสาหกรรมการออกแบบต่างๆ (2) งาน International Exhibition for Architecture & The Built Environment, ArchXpo ประเทศสิงคโปร์ เป็นงานแสดงสินค้ารูปแบบออนไลน์ที่จัดแสดงนวัตกรรมล่าสุดของเทคโนโลยีสถาปัตยกรรมจนถึงการรักษาความปลอดภัยในการทำงาน (3) HKTDC International Sourcing Show 2021 ฮ่องกง เป็นแพลตฟอร์มการจัดหาแบบครบวงจรสำหรับผู้ซื้อและซัพพลายเออร์ในอุตสาหกรรมต่างๆ (4) H+H Cologne ประเทศเยอรมนี งานแสดงสินค้าหัตถกรรมและงานสร้างสรรค์ต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมงาน Showroom ในช่วงการจัดงาน Shanghai Fashion Week ประเทศจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในงานแฟร์ที่ใหญ่ที่สุดของโลกสำหรับสินค้าแฟชั่น มีศักยภาพในการซื้อขายและรองรับแบรนด์ใหม่ๆ ได้เป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบการบรรจุรายชื่อกิจกรรมและแพลตฟอร์มใหม่ในบัญชีรายชื่องานแสดงสินค้า/บริการเสมือนจริงในต่างประเทศที่ได้รับการรับรอง (Qualified Virtual Exhibition List : QVL) อาทิ (1) FHA Match งานแสดงสินค้าเสมือนจริงด้านอาหารและเครื่องดื่ม (2) Smart SMEs Sourcing การจับคู่เจรจาธุรกิจระหว่างผู้ผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรม โดยการนัดหมายล่วงหน้าและเจรจาธุรกิจออนไลน์กับผู้ซื้อจากทั่วโลก (3) Beauty Online Trade Show งานแสดงสินค้าและบริการกลุ่มเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ความงามในตลาดอาเซียน โดยเน้นการ Sourcing ในรูปแบบ B2B

นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการฯ ยังเห็นชอบการขยายระยะเวลาในการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการที่ขอรับการสนับสนุนกิจกรรมภายใต้โครงการฯ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 จากเดิมช่วงเวลา กุมภาพันธ์ 2563 - มิถุนายน 2564 เป็น ถึง ธันวาคม 2564 เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถยกเลิกการเข้าร่วมกิจกรรมโดยไม่เสียสิทธิ์ หรือเข้าร่วมงานโดยใช้เอเจนต์/ล่ามแทนในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

DITP ยังคงมุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการผ่านโครงการ SMEs Pro-active อย่างต่อเนื่อง พร้อมมาตรการช่วยเหลือเยียวยาเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์วิกฤตพร้อมกันทั่วโลก โดยสนับสนุนการเข้างานแสดงสินค้าเสมือนจริงในต่างประเทศ (Virtual Exhibition) วงเงินสนับสนุนสูงสุด 50,000 บาทต่อครั้ง จำนวน 6 ครั้ง รวมถึงสนับสนุนการเข้าร่วมกิจกรรมสร้างโอกาสทางการค้าและเครือข่ายธุรกิจในต่างประเทศ วงเงินสนับสนุนสูงสุด 200,000 บาทต่อครั้ง จำนวน 6 ครั้งเช่นกัน อีกทั้งยังคงสนับสนุนการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและบริการในต่างประเทศ (Overseas Trade Fair) วงเงินสนับสนุนสูงสุด 200,000 บาทต่อครั้ง จำนวน 6 ครั้ง สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจ สามารถศึกษาข้อมูลและหลักเกณฑ์โครงการเพิ่มเติมได้ที่เว็ปไซต์ https://smesproactive.ditp.go.th/ หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ 02-507-7783 และ 02-507-7786 โดยการสมัครรอบที่ 2/2564 ปิดรับสมัครในวันที่ 20 เมษายน 2564 สามารถขอรับการสนับสนุนงานที่จัดขึ้นตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2564 – 30 กันยายน 2565

AW Crop Final.png

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ แนะนำงานแสดงสินค้าที่มีศักยภาพสูงเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการส่งออกไทยในการเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่น โดยใช้โครงการ SMEs Pro-active

จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้มีข้อจำกัดในการเดินทางระหว่างประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการจัดงานแสดงสินค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ ด้วยเหตุนี้ผู้จัดงานหลายๆประเทศได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดงาน เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยเฉพาะรูปแบบการผสมผสานกับระบบออนไลน์ที่ได้รับความนิยมมากขึ้น