ข่าว

ข่าวและกิจกรรม

rss

ข่าวและกิจกรรมเกี่ยวกับโครงการ SMEs Pro-active

310364 AW ตลาดออร์แกนิกเยอรมัน.jpg

ถึงแม้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในยุโรปรวมถึงประเทศเยอรมนียังไม่มีท่าทีคลี่คลายลง แต่ก็ไม่อาจฉุดกระแสความนิยมของสินค้าออร์แกนิกในเยอรมนีได้ ซึ่งได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันชาวเยอรมัน และขับเคลื่อนการเติบโตในภาคธุรกิจอาหารที่สำคัญที่สุด

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) รายงานว่า  ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ผู้บริโภคในเยอรมันหันมาปรุงและรับประทานอาหารที่บ้านมากขึ้น อีกทั้งยังเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ตลาดสินค้าออร์แกนิกในเยอรมันเติบโตสูงสุดด้วยยอดขายในปี 2020 รวมทั้งสิ้น 14.99 พันล้านยูโร (ประมาณ 552.22 พันล้านบาท) อีกทั้ง ผู้บริโภคยังจับจ่ายสินค้าอาหารและเครื่องดื่มออร์แกนิกเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 22 เมื่อเทียบกับปี 2019 ทำให้ตลาดสินค้าออร์แกนิกขยับขึ้นมาครองส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 6.4 เติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่าของการขยายตัวในตลาดอาหารโดยรวมทั้งหมด

ทั้งนี้ ข้อมูลสนับสนุนจากกระทรวงเกษตรของเยอรมันยังระบุว่า ในปีที่แล้วมีจำนวนพื้นที่เพาะปลูกแบบอินทรีย์ในเยอรมนีเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.7 นั่นหมายความว่า “เกษตรกรสนใจการทำเกษตรอินทรีย์มากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น พวกเขาจึงสามารถตอบสนองความต้องการอาหารออร์แกนิกที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคชาวเยอรมันได้ดีขึ้น” นาง Julia Klöckner รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรกล่าว

สินค้าออร์แกนิกที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดในปี 2020 คือ เนื้อสัตว์ปีก เนื้อสัตว์ต่างๆ และแป้ง นอกจากนี้ เทรนด์วีแกน (Vegan) ทำให้ยอดขายนมทางเลือกเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 50 รวมถึงกลุ่มผักและผลไม้ซึ่งมียอดขายสูงกว่าปีก่อนหน้าร้อยละ 29 และ 25 ตามลำดับ และยอดขายของกลุ่มสินค้าสดอื่น ๆ เช่น ไส้กรอก ไข่ และผลิตภัณฑ์จากนม เพิ่มขึ้นร้อยละ 15-22 เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ การซื้อสินค้าออร์แกนิกผ่านช่องทางออนไลน์ก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก ซึ่งมียอดขายเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า เนื่องจากผู้บริโภคหลีกเลี่ยงการเดินทางไปข้างนอกเพื่อลดการติดเชื้อ และหันมาสั่งซื้อสินค้าทางออนไลน์เป็นจำนวนมากในเวลาเดียวกัน

“โครงการส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม” หรือ SMEs Pro-active โดย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการได้มีโอกาสขยายตลาดส่งออกสินค้า ด้วยการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยสามารถเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและบริการในต่างประเทศ (Overseas Trade Fair) ซึ่งครอบคลุมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าพื้นที่ ค่าคูหา ค่าประกันภัยในงาน ค่าประชาสัมพันธ์ และค่าเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ สูงสุดถึง 200,000 บาทต่อครั้งต่อบริษัท โดยงานแสดงสินค้าเกี่ยวกับอาหาร/เครื่องดื่ม และสินค้าออร์แกนิกในเยอรมนีที่น่าสนใจ อาทิ Fruit Logistica ที่เมืองเบอร์ลิน และ Anuga FoodTec ที่เมืองโคโลญจน์ นอกจากนี้ยังสนับสนุนการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเสมือนจริง (Virtual Exhibition) สูงสุดถึง 50,000 บาทต่อครั้งต่อบริษัท งานที่น่าสนใจ อาทิ BIOFACH eSPECIAL และ VIVANESS eSPECIAL เป็นต้น ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลและหลักเกณฑ์โครงการเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์โครงการ https://smesproactive.ditp.go.th/ หรือ Facebook Page : SMEs Pro-active by DITP สอบถามรายละเอียดได้ที่ 0 2507 7783 หรือ 0 2507 7786 ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

170364 AW ประกอบข่าว 5.png

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ชี้ถึงเทรนด์อาหารที่ทำมาจากพืช (Plant-Based Food) กำลังมาแรงในปัจจุบัน โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ที่ทำมาจากพืช อีกทั้งยังแนะนำผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเพื่อขยายโอกาสต่อยอดการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ

ในปัจจุบัน ผู้บริโภคโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ (Millennial) มีทัศนคติที่ให้ความสำคัญกับสารอาหารและประโยชน์ของอาหารต่อสุขภาพมากขึ้น อีกทั้งยังคำนึงถึงภาวะโลกร้อนและการรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งกระแสรักษ์โลกที่มุ่งเน้นไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainability) ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่คนรุ่นใหม่ ให้ความสนใจการบริโภคอาหารมังสวิรัติ (Vegetarian Food) หรืออาหารที่ทำมาจากพืช (Plant-Based Food) โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ที่ทำมาจากพืช (Plant-Based Meat) เนื่องจากคุณลักษณะและรสชาติมีความคล้ายคลึงกับเนื้อสัตว์จริง จึงทำให้ตลาดอาหารที่ทำมาจากพืชเติบโตอย่างต่อเนื่อง

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโทรอนโต เปิดเผยว่า ประเทศแคนาดามีกลุ่มผู้บริโภคมังสวิรัติประมาณ 3 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 10 ของประชากรทั้งประเทศ ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมามีอัตราเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 45 ความนิยมที่เพิ่มขึ้นของเทรนด์การรับประทานอาหารที่ทำมาจากพืช (Plant-Based Food) ส่งผลทำให้ธุรกิจและการลงทุนทั่วโลกขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ รายงานข้อมูลจาก Financial Times (ณ ปี 2563) ยังเผยถึง ยอดขายสินค้าเนื้อสัตว์ที่ทำมาจากพืช (Plant-Based Meat) ในสหรัฐอเมริกาขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 265 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า เช่นเดียวกับตลาดในเอเชียก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยคาดการณ์ว่า มูลค่าตลาดเอเชียจะขยายตัวสูงขึ้นถึงประมาณ 12.75 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 382,500 ล้านบาท) ภายในปี 2573

“นอกจากสินค้าเนื้อสัตว์ที่ทำมาจากพืช (Plant-Based Meat) ได้รับความนิยมแล้ว ร้านอาหารที่ให้บริการในรูปแบบมีเมนูอาหารทางเลือก (Inclusive Eating)  อาทิ เมนูอาหารประเภทมังสวิรัติ (Vegan) เมนูอาหารประเภทที่ไม่มีโปรตีนกลูเตน (Gluten Free) เมนูอาหารประเภทลดแป้ง (Low Carb) และเมนูอาหารฮาลาล (Halal Food) ก็ได้รับความนิยมไม่น้อยไปกว่ากัน” สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงสิงคโปร์  ให้ข้อมูลเพิ่มเติม

ดังนั้น จึงเป็นโอกาสดีที่ผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมอาหารจะสามารถขยายตลาดหรือต่อยอดธุรกิจเพื่อส่งออกสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศผ่านการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า ซึ่งงานแสดงสินค้าที่น่าสนใจ อาทิ Plant Based World ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-10 ธันวาคม 2564, Speciality & Fine Food Asia ประเทศสิงคโปร์ ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28-30 กันยายน 2564, FHA Food & Beverage ประเทศสิงคโปร์ ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28-31 มีนาคม 2565 และ Sial Canada ประเทศแคนาดา ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-23 กันยายน 2564

ผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศสามารถสมัครเข้าร่วม โครงการส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือโครงการ SMEs Pro-active โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งสนับสนุนวงเงินในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและบริการในต่างประเทศ (Overseas Trade Fair) สูงสุด 200,000 บาทต่อครั้ง จำนวน 6 สิทธิ์ และยังสนับสนุนวงเงินในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเสมือนจริงในต่างประเทศ (Virtual Exhibition) สูงสุด 50,000 บาทต่อครั้ง จำนวน 6 ครั้ง สามารถตรวจสอบคุณสมบัติ ศึกษาข้อมูลและกิจกรรมในตลาดต่างประเทศที่ได้รับการรับรองได้ที่เว็บไซต์ https://smesproactive.ditp.go.th/ หรือ Facebook Page : SMEs Pro-active by DITP สอบถามรายละเอียดได้ที่ 0 2507 7783 หรือ 0 2507 7786

120364 Artwork Update 4 (Final).jpg

ภาพรวมธุรกิจอาหารทั่วโลกสำหรับปี 2563 ได้รับผลกระทบไม่น้อยจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้นำเข้า-ส่งออก เป็นลูกโซ่ไปถึงธุรกิจร้านอาหารต่างๆ ส่งผลให้พฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครซิดนีย์และสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครแวนคูเวอร์ เผยว่า ผู้บริโภคทั้งในออสเตรเลียและแคนาดาหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารนอกบ้าน หันมาทำอาหารรับประทานเองมากขึ้นหรือสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลักเพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อไวรัส โดยเฉพาะระหว่างช่วงกักตัวหรือการทำงานที่บ้าน (Work from home) ผู้บริโภคมองหาเมนูอาหารที่ทานง่าย รสชาติดีและไม่จำเจ ซึ่งทางเลือกหนึ่งที่สามารถตอบสนองความต้องการผู้บริโภคได้ก็คือ น้ำจิ้มหรือซอสสำเร็จพร้อมปรุงเพื่อเพิ่มความสะดวกในการรับประทาน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ตลาดซอสและเครื่องปรุงรสเติบโตขึ้นเป็นอย่างมาก

สินค้าประเภทซอสพาสต้า ซอสบาร์บีคิว และซอสดิป (Dip) เป็นสินค้าที่ผู้บริโภคชาวออสเตรเลียนิยมมากที่สุด ขณะเดียวกันในแคนาดาตลาดซอสน้ำจิ้ม ซอสสำหรับอบ/ปรุงอาหาร ซอสพิซซ่า และซอสพาสต้าขยายตัวมากขึ้นจากเดิม โดยเฉพาะน้ำจิ้ม หรือดิปปิ้งซอส (Dipping Suace) เป็นสินค้าที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคมากที่สุด ในการช่วยเพิ่มสีสัน รสชาติของอาหารให้กลายเป็นเมนูพิเศษมากขึ้น

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครแวนคูเวอร์ ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพก็กำลังเป็นที่นิยม ผู้บริโภคในแคนาดาให้ความสนใจอาหารที่มีประโยชน์ ไม่ปนเปื้อนสารเคมี หรือเลือกอาหารจำเพาะบางอย่างมากขึ้น เช่น กลุ่มที่แพ้อาหารบางชนิด กลุ่มวีแกน กลุ่มที่บริโภค Plant-based เป็นต้น  เช่นเดียวกับพฤติกรรมผู้บริโภคในออสเตรเลีย ซึ่งสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครซิดนีย์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า แนวโน้มสินค้าซอสและเครื่องปรุงรสในตลาดออสเตรเลียมีการพัฒนาทั้งคุณภาพ บรรจุภัณฑ์ และความหลากหลาย โดยให้ความสำคัญต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก เน้นวัตถุดิบธรรมชาติและปลอดสารปรุงแต่ง

เป็นโอกาสดีของผู้ประกอบการไทยในการขยายตลาดและสร้างเครือข่ายธุรกิจในต่างประเทศ โดยงานแสดงสินค้าด้านอาหารที่น่าสนใจทั้งในออสเตรเลียและแคนาดา อาทิ งานแสดงสินค้า Fine Food Australia, Sydney ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-9 กันยายน 2564 และงานแสดงสินค้า Sial Canada, Toronto ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-23 กันยายน 2564

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมงานแสดงสินค้าสามารถสมัครเข้าร่วม โครงการส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs Pro-active) โครงการที่ให้การสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ไทยเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและบริการในงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ พร้อมวงเงินสนับสนุนสูงสุด 200,000 บาท จำนวน 6 สิทธิ์ ศึกษาข้อมูลและหลักเกณฑ์โครงการเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์โครงการฯ https://smesproactive.ditp.go.th/ หรือ Facebook Page: SMEs Pro-active by DITP สอบถามรายละเอียดได้ที่ 02-507-7783 หรือ 02-507-7786

DG01.jpg

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) อนุมัติผู้ประกอบการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเสมือนจริง (Virtual Exhibition) และกิจกรรม Showroom ในช่วงงาน Fashion Week เพื่อสนับสนุน SMEs ไทยภายใต้โครงการ SMEs Pro-active ลอตแรก พร้อมทั้งขยายระยะเวลาช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ถึงเดือนธันวาคม 2564

ที่ประชุมคณะกรรมการโครงการ SMEs Pro-active ครั้งที่ 1/2564 (49) เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2564 ซึ่งมีอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) (นายสมเด็จ สุสมบูรณ์) เป็นประธานร่วมกับคณะกรรมการจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย (BOT) และสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (TNSC) มีมติเห็นชอบอนุมัติการสมัครขอรับการสนับสนุนเข้าร่วมโครงการฯ ของผู้ประกอบการ โดยมีกิจกรรมใหม่ ได้แก่ กิจกรรมการเจรจาธุรกิจผ่าน Showroom ในช่วงงาน Fashion Week และงานแสดงสินค้าเสมือนจริงในต่างประเทศ (Virtual Exhibition) จำนวน 5 กิจกรรม วงเงินสนับสนุน 450,000 บาท โดยประเภทสินค้าที่ได้รับการอนุมัติมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ สินค้าแฟชั่น สินค้าไลฟ์สไตล์ และสินค้าอาหาร ตามลำดับ เป็นกิจกรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกมากที่สุด ร้อยละ 41 รองลงมาเป็นอาเซียน ร้อยละ 26

งานแสดงสินค้าเสมือนจริงในต่างประเทศ (Virtual Exhibition) ที่ได้รับการอนุมัติที่น่าสนใจ ได้แก่ (1) งาน DESIGN ASIA 2021 ประเทศสิงคโปร์ แพลตฟอร์มที่รวบรวมงานในอุตสาหกรรมการออกแบบต่างๆ (2) งาน International Exhibition for Architecture & The Built Environment, ArchXpo ประเทศสิงคโปร์ เป็นงานแสดงสินค้ารูปแบบออนไลน์ที่จัดแสดงนวัตกรรมล่าสุดของเทคโนโลยีสถาปัตยกรรมจนถึงการรักษาความปลอดภัยในการทำงาน (3) HKTDC International Sourcing Show 2021 ฮ่องกง เป็นแพลตฟอร์มการจัดหาแบบครบวงจรสำหรับผู้ซื้อและซัพพลายเออร์ในอุตสาหกรรมต่างๆ (4) H+H Cologne ประเทศเยอรมนี งานแสดงสินค้าหัตถกรรมและงานสร้างสรรค์ต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมงาน Showroom ในช่วงการจัดงาน Shanghai Fashion Week ประเทศจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในงานแฟร์ที่ใหญ่ที่สุดของโลกสำหรับสินค้าแฟชั่น มีศักยภาพในการซื้อขายและรองรับแบรนด์ใหม่ๆ ได้เป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบการบรรจุรายชื่อกิจกรรมและแพลตฟอร์มใหม่ในบัญชีรายชื่องานแสดงสินค้า/บริการเสมือนจริงในต่างประเทศที่ได้รับการรับรอง (Qualified Virtual Exhibition List : QVL) อาทิ (1) FHA Match งานแสดงสินค้าเสมือนจริงด้านอาหารและเครื่องดื่ม (2) Smart SMEs Sourcing การจับคู่เจรจาธุรกิจระหว่างผู้ผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรม โดยการนัดหมายล่วงหน้าและเจรจาธุรกิจออนไลน์กับผู้ซื้อจากทั่วโลก (3) Beauty Online Trade Show งานแสดงสินค้าและบริการกลุ่มเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ความงามในตลาดอาเซียน โดยเน้นการ Sourcing ในรูปแบบ B2B

นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการฯ ยังเห็นชอบการขยายระยะเวลาในการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการที่ขอรับการสนับสนุนกิจกรรมภายใต้โครงการฯ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 จากเดิมช่วงเวลา กุมภาพันธ์ 2563 - มิถุนายน 2564 เป็น ถึง ธันวาคม 2564 เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถยกเลิกการเข้าร่วมกิจกรรมโดยไม่เสียสิทธิ์ หรือเข้าร่วมงานโดยใช้เอเจนต์/ล่ามแทนในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

DITP ยังคงมุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการผ่านโครงการ SMEs Pro-active อย่างต่อเนื่อง พร้อมมาตรการช่วยเหลือเยียวยาเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์วิกฤตพร้อมกันทั่วโลก โดยสนับสนุนการเข้างานแสดงสินค้าเสมือนจริงในต่างประเทศ (Virtual Exhibition) วงเงินสนับสนุนสูงสุด 50,000 บาทต่อครั้ง จำนวน 6 ครั้ง รวมถึงสนับสนุนการเข้าร่วมกิจกรรมสร้างโอกาสทางการค้าและเครือข่ายธุรกิจในต่างประเทศ วงเงินสนับสนุนสูงสุด 200,000 บาทต่อครั้ง จำนวน 6 ครั้งเช่นกัน อีกทั้งยังคงสนับสนุนการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและบริการในต่างประเทศ (Overseas Trade Fair) วงเงินสนับสนุนสูงสุด 200,000 บาทต่อครั้ง จำนวน 6 ครั้ง สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจ สามารถศึกษาข้อมูลและหลักเกณฑ์โครงการเพิ่มเติมได้ที่เว็ปไซต์ https://smesproactive.ditp.go.th/ หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ 02-507-7783 และ 02-507-7786 โดยการสมัครรอบที่ 2/2564 ปิดรับสมัครในวันที่ 20 เมษายน 2564 สามารถขอรับการสนับสนุนงานที่จัดขึ้นตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2564 – 30 กันยายน 2565

AW Crop Final.png

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ แนะนำงานแสดงสินค้าที่มีศักยภาพสูงเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการส่งออกไทยในการเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่น โดยใช้โครงการ SMEs Pro-active

จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้มีข้อจำกัดในการเดินทางระหว่างประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการจัดงานแสดงสินค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ ด้วยเหตุนี้ผู้จัดงานหลายๆประเทศได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดงาน เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยเฉพาะรูปแบบการผสมผสานกับระบบออนไลน์ที่ได้รับความนิยมมากขึ้น

 

การจัดงานแสดงสินค้าในญี่ปุ่นก็เช่นเดียวกัน ในช่วงปีที่ผ่านมา ผู้จัดงานในญี่ปุ่นได้มีการปรับการจัดงานเป็นรูปแบบไฮบริด (Hybrid Exhibition Trade Show) ซึ่งเป็นการผสมผสานรูปแบบงานแสดงสินค้าดั้งเดิมกับการจัดงานแสดงสินค้าผ่านระบบออนไลน์ ตัวอย่างงานที่น่าสนใจ อาทิ LIFESTYLE Week TOKYO ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-4 กันยายน 2563 เป็นงานแสดงสินค้าประเภทสินค้าไลฟ์สไตล์โดยรวบรวมงานโชว์ด้านไลฟ์สไตล์ถึง 8 งานไว้ด้วยกัน ครอบคลุมสินค้าอย่างหลากหลายชนิด มีผู้เข้าร่วมงาน 3 วันรวมเกือบ 17,000 คน บริษัท แอทติทูด มัม จำกัด (จัดจำหน่ายสินค้าประเภทเครื่องปั๊มนม) เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงานภายใต้โครงการ SMEs Pro-active ซึ่งจัดแสดงในส่วนของงาน Baby & Kids Expo โดยผู้ประกอบการได้มีการส่งสินค้าตัวอย่างและอุปกรณ์ตกแต่งคูหาให้ผู้จัดงาน ซึ่งผู้จัดงานมีการจัดเตรียมเจ้าหน้าที่และล่ามประจำคูหา เพื่อตกแต่งคูหาและอธิบายสินค้าแทนผู้ประกอบการในเบื้องต้น ภายในคูหายังมีการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คผ่านระบบ Zoom เพื่อเจรจาการค้าแบบ Real Time กับผู้ที่สนใจสินค้า ซึ่งผลตอบรับภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ที่ดี และยังได้พบกับกลุ่มเป้าหมายอีกด้วย

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า งานแสดงสินค้าในญี่ปุ่นยังมีการปรับเป็นรูปแบบรีโมท (Remote) ซึ่งเป็นการเจรจาธุรกิจการค้าผ่านระบบวิดีโอทางไกล ทางผู้ประกอบการสามารถส่งสินค้าตัวอย่างไปจัดแสดงในงานแสดงสินค้า โดยที่ผู้ประกอบการไม่ต้องเดินทางไปร่วมงาน ตัวอย่างงานที่น่าสนใจ อาทิ Fashion World Tokyo ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 – 29 ตุลาคม 2563 เป็นงานแสดงสินค้าแฟชั่นที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ซึ่งภายในงานยังประกอบไปด้วยอีก 6 งาน คือ Bag Expo Tokyo, Shoes Expo Tokyo, Fashion Jewellery Expo Tokyo, Fashion Wear Expo Tokyo, Textile Expo Tokyo และ Fashion Sourcing Tokyo บริษัท เชอเร (ไทยแลนด์) จำกัด (จัดจำหน่ายสินค้าประเภทเสื้อผ้าสตรี) ได้เข้าร่วมงานแสดงสินค้าภายใต้โครงการ SMEs Pro-active ผ่านทางออนไลน์โดยจ้างตัวแทนเป็นผู้ดูแลคูหา และช่วยต้อนรับ ประสานงานกับลูกค้าแทนในเบื้องต้น

ในภาพรวมทางผู้ประกอบการไทยที่เข้าร่วมงานแสดงสินค้าทั้งแบบไฮบริด (Hybrid Exhibition Trade Show) และแบบรีโมท (Remote) ในครั้งนี้มีความพึงพอใจ แม้ว่าทางผู้ประกอบการไม่ได้เจรจาธุรกิจการค้าหรือเสนอขายสินค้ากับผู้ที่สนใจแบบซึ่งหน้า แต่เมื่อมีสินค้าตัวอย่างวางแสดงไว้ในคูหาเพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถหยิบชมได้ ก็ยังได้รับความเชื่อมั่นและผลการตอบรับที่ดีจากทั้งลูกค้ารายใหม่ และรายเดิม อีกทั้งยังสามารถช่วยสร้างยอดสั่งซื้อให้กับบริษัทเสมือนการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในรูปแบบเดิม

งานแสดงสินค้า LIFESTYLE Week TOKYO ครั้งต่อไปจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม 2564 และงานแสดงสินค้า Fashion World Tokyo จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23-25 มีนาคม 2564 สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเพื่อขยายตลาดสินค้าต่างๆ ในญี่ปุ่น และสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับธุรกิจ สามารถสมัครเข้าร่วม โครงการส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือโครงการ SMEs Pro-active โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งสนับสนุนวงเงินในการเข้าร่วมงานสูงสุด 200,000 บาท ต่อครั้ง จำนวน 6 สิทธิ์ 

สามารถตรวจสอบคุณสมบัติ ศึกษาข้อมูลและกิจกรรมในตลาดต่างประเทศที่ได้รับการรับรองได้ที่เว็บไซต์ https://smesproactive.ditp.go.th/ หรือ Facebook Page : SMEs Pro-active by DITP สอบถามรายละเอียดได้ที่ 0 2507 7783 หรือ 0 2507 7786

150264 Final AW.jpg

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผยโอกาสของผู้ประกอบการส่งออกไทย ในการเข้าสู่ตลาดเครื่องสำอางฟิลิปปินส์ พร้อมแนะนำงานแสดงสินค้า/บริการเสมือนจริง (Virtual Exhibition) ซึ่งผู้ประกอบการสามารถเข้าร่วมงานผ่านระบบออนไลน์ได้ ถึงแม้วิกฤติ Covid-19

นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ฟิลิปปินส์เป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงในอาเซียน ถึงแม้สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 ส่งผลให้เศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา มีการชะลอตัวลง แต่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ในระยะต่อไปจะเริ่มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้เป็นโอกาสในการขยายตลาดสินค้าไทยต่างๆ มายังฟิลิปปินส์ รวมถึงสินค้าเครื่องสำอางและความงาม

ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพและความงามในฟิลิปปินส์มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งผู้บริโภคชาวฟิลิปปินส์หันมาสนใจการพัฒนาบุคลิกภาพและรูปลักษณ์มากขึ้น อีกทั้งยังได้รับอิทธิพลของโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะ Facebook และ Instagram รวมไปถึงกระแสความนิยมจากซีรีย์เกาหลี
ที่ช่วยหนุนให้ตลาดเครื่องสำอางในฟิลิปปินส์เข้าสู่ยุครุ่งเรือง ทำให้ผู้ผลิตเครื่องสำอางท้องถิ่นจำนวนมากนำเครื่องสำอางเกาหลีมาปรับปรุงให้เข้ากับแบรนด์ของตน และมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อย่างสม่ำเสมอ

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมะนิลา ยังรายงานเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันผู้บริโภคชาวฟิลิปปินส์มีแนวโน้มมองหาผลิตภัณฑ์ที่ทำจากธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ที่มีการปรับสูตรเครื่องสำอางสำหรับผู้บริโภคแต่ละคน (Personalized Products) คาดว่าจะได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นในอนาคตเช่นเดียวกัน

นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ กล่าวต่อไปว่า ถึงแม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของ Covid-19 จะยังไม่คลี่คลายลงแต่ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าร่วมงานแสดงสินค้า/บริการเสมือนจริง เพื่อขยายตลาดไปยังประเทศฟิลิปปินส์ได้ ซึ่งงานที่น่าสนใจ อาทิเช่น Philbeauty งานแสดงสินค้าด้านเครื่องสำอางที่มีชื่อเสียงของฟิลิปปินส์ ซึ่งในปี 2563 ผู้จัดงานได้ปรับรูปแบบเป็นงานแบบเสมือนจริงภายใต้ชื่อ BEAUTY SPACE : An International Virtual Event for Beauty Business โดยร่วมกับงาน Beauty Expo ของประเทศมาเลเซียเป็นครั้งแรก เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตสินค้าได้มีโอกาสนำเสนอผลิตภัณฑ์ และบริการด้านความงามให้กับผู้ซื้อทั้งในประเทศฟิลิปปินส์และจากต่างประเทศทั่วโลกบนแพลตฟอร์มออนไลน์เดียวกัน

โครงการส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs Pro-active) สนับสนุนให้ผู้ประกอบการ SMEs ไทยเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและบริการในงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ เพื่อขยายตลาดส่งออก สร้างเครือข่ายธุรกิจในต่างประเทศ และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสมัครเข้าร่วมงาน Virtual Exhibition พร้อมวงเงินสนับสนุนสูงสุด 50,000 บาท จำนวน 6 สิทธิ์ ผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถตรวจสอบคุณสมบัติ ศึกษาข้อมูลและกิจกรรมในตลาดต่างประเทศที่ได้รับการรับรองได้ที่เว็บไซต์ https://smesproactive.ditp.go.th/ หรือ Facebook Page : SMEs Pro-active by DITP สอบถามรายละเอียดได้ที่ 0 2507 7783 หรือ 0 2507 7786

040264 Infographic Fashion Week Final.jpg

โอกาสดีของเหล่าดีไซเนอร์ที่มีแบรนด์ของตัวเอง และต้องการขยายฐานลูกค้าไปยังต่างประเทศ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ปรับหลักเกณฑ์โครงการ SMEs Pro-active เพิ่มกิจกรรมการเจรจาธุรกิจรูปแบบ Showroom ช่วงการจัดงาน Fashion Week ในต่างประเทศ ผู้ประกอบการ SMEs ไทยสมัครได้แล้วตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ที่ประชุมคณะกรรมการโครงการส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs Pro-active ครั้งที่ 4/2563 เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2563 มีมติเห็นชอบขยายหลักเกณฑ์การสนับสนุนผู้ประกอบการเข้าร่วมกิจกรรมเจรจาธุรกิจรูปแบบ Showroom ช่วงการจัดงาน Fashion Week ในต่างประเทศ ซึ่งผู้ประกอบการสามารถเบิกจ่ายได้ตามจริง ไม่เกิน 200,000 บาท ต่อบริษัทต่อครั้ง จำนวน 6 สิทธิ์ ค่าใช้จ่ายที่สนับสนุน ได้แก่ ค่าเข้าร่วมกิจกรรม ค่านำเสนอขายสินค้า และค่าประชาสัมพันธ์

จุดเด่นของการเข้าร่วมกิจกรรม Showroom คือ ผู้ประกอบการสามารถนำเสนอสินค้าในช่วงงานFashion Week ได้ โดยไม่ต้องเดินทางไปเข้าร่วมงานด้วยตัวเอง ทาง Showroom จะเป็นผู้คัดเลือกแบรนด์ที่จะนำมาจัดแสดง จัดเตรียมพื้นที่ อุปกรณ์จัดแสดงและการตกแต่ง กำหนด Theme การนำเสนอ พร้อมจัดเจ้าหน้าที่นำเสนอการขายสินค้าอีกด้วย เนื่องจากแต่ละ Showroom มีความเชี่ยวชาญในการนำเสนอสินค้าแบรนด์ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายและสร้างภาพลักษณ์ให้เป็นที่จดจำในตลาด Showroom จึงทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์เชิญชวนกลุ่มเป้าหมาย อาทิ ผู้ซื้อ (Buyers) สื่อมวลชน บรรณาธิการนิตยสารแฟชั่น ฯลฯ กิจกรรมดังกล่าวจึงเป็นโอกาสทางการตลาดที่ดีสำหรับผู้ประกอบการไทยในช่วงโควิด-19 อนึ่ง งาน Fashion Week ที่ได้รับการรับรองจากโครงการ SMEs Pro-active อาทิ Shanghai Fashion Week จีน , Amsterdam International Fashion Week ประเทศเนเธอร์แลนด์ , HKTDC Hong Kong Fashion Week เมืองฮ่องกง เป็นต้น

โครงการส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs Pro-active เป็นโครงการของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยได้มีโอกาสเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและบริการ และกิจกรรมสร้างเครือข่ายทางการค้าระดับนานาชาติ ทั้งในรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อขยายตลาดส่งออกสินค้าและสร้างเครือข่ายธุรกิจในต่างประเทศ ผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมโครงการ SMEs Pro-active สามารถตรวจสอบคุณสมบัติและศึกษาข้อมูลกิจกรรมได้ที่เว็บไซต์ https://smesproactive.ditp.go.th/ หรือ Facebook Page : SMEs Pro-active by DITP สอบถามรายละเอียดได้ที่ 0 2507 7783 หรือ 0 2507 7786

ภาพหน้าปก.jpg

ปี 2563 – ปัจจุบัน ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศได้รับกระทบอย่างมากจากสถานการณ์โควิด-19 ด้วยมาตรการควบคุมและจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศ ซึ่งส่งผลต่อการขนส่งสินค้าและการจัดงานแสดงสินค้านานาชาติทั่วโลก ทำให้มีการเลื่อนและยกเลิกการจัดงานอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้า (Center for Exhibition Industry Research - CEIR) ระบุว่า ในปี 2563 อุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าที่เน้นการเจรจาธุรกิจ (B2B) ทั่วโลกได้รับผลกระทบจาก COVID-19 โดยมีการยกเลิกงานแสดงสินค้ารูปแบบเดิมไปกว่า 73% และมีแนวโน้มที่จะลดลงต่อไปในอนาคต ในทางกลับกัน ก็เกิดเทรนด์งานแสดงสินค้า/นิทรรศการรูปแบบใหม่ๆ ผ่านระบบออนไลน์ที่เปิดประสบการณ์ให้กับผู้ประกอบการได้อย่างทันยุคสมัย นับเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญและคาดว่าจะเป็น "New Normal" สำหรับผู้จัดงานในอนาคตอย่างถาวร

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผย 3 เทรนด์งานแสดงสินค้าในต่างประเทศรูปแบบใหม่ ที่จะทางเลือกแก่ผู้ประกอบการส่งออกไทย ดังนี้

เทรนด์ที่ 1 การจัดงานแสดงสินค้ารูปแบบไฮบริด (Hybrid Exhibition Trade Show) เป็นการผสมผสานรูปแบบงานแสดงสินค้าดั้งเดิมกับการจัดงานแสดงสินค้าผ่านระบบออนไลน์ โดยบางงานลดส่วนพื้นที่แสดงสินค้าและเพิ่มฟังก์ชั่นการเจรจาการค้าออนไลน์ บางงานจัดงานแสดงสินค้าคู่ขนานไปกับกิจกรรมงานแสดงสินค้าเสมือนจริง งานที่น่าสนใจ อาทิ LIFESTYLE Week TOKYO ที่จัดขึ้นในเดือนกันยายน 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งแม้ว่าจำนวนผู้เข้าร่วมงานและผู้ชมงาน (Exhibitor และ Visitors) จะลดลงไป และเป็นผู้ซื้อในประเทศเป็นหลัก แต่ผู้เข้าร่วมงานในรูปแบบไฮบริดยังสามารถเข้าร่วมงานผ่านระบบ Zoom เพื่อนำเสนอสินค้าและเจรจาธุรกิจกับผู้ซื้อญี่ปุ่นได้จนมีคำสั่งซื้อจริง THAIFEX-Anuga Asia 2020 เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างงานแสดงสินค้า Hybrid ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) จัดขึ้นในเดือนกันยายน 2563 ควบคู่กับงานเสมือนจริง THAIFEXporter Virtual Trade Show เพื่อให้ผู้ซื้อจากทั่วโลกได้รับประสบการณ์การเข้าร่วมงานแบบเสมือนจริงตลอด 24 ชั่วโมง      

เทรนด์ที่ 2 การจัดงานแสดงสินค้าแบบเสมือนจริง (Virtual Exhibition) เป็นการจัดงานแสดงสินค้าผ่านระบบออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ งานที่น่าสนใจ อาทิเช่น Biofach 2021 eSPECIAL และ Vivaness 2021 eSPECIAL ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าอินทรีย์/ออแกนิก สินค้าสุขภาพความงามที่ผลิตจากวัตถุดิบออแกนิกและธรรมชาติชื่อดังของเยอรมนี กำหนดจัดขึ้นเสมือนจริงระหว่างวันที่ 17-19 กุมภาพันธ์ 2564 ซึ่งผู้จัดงานนำระบบการจับคู่ธุรกิจอัจฉริยะมาใช้เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดแก่ผู้เข้าร่วมงาน

เทรนด์ที่ 3 การเจรจาธุรกิจผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ของผู้จัดงานแสดงสินค้า เพื่อให้ผู้ซื้อ-ผู้ขายสามารถเจรจาการค้าระหว่างกันได้ (Sourcing Marketplace) โดยใช้ฐานข้อมูลผู้ซื้อและผู้ขายของงานแสดงสินค้าดั้งเดิม แพลตฟอร์มที่น่าสนใจ อาทิเช่น Saladplate ของผู้จัดงาน Informa Market เป็นเว็ปไซต์แพลตฟอร์มออนไลน์บริการการขายแบบ B2B สำหรับผู้ประกอบการในกลุ่มอาหาร เครื่องดื่มและบริการโรงแรม

“แม้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันจะทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถเข้าร่วมงานแสดงสินค้ารูปแบบเดิมที่จัดขึ้นในต่างประเทศได้ แต่โครงการ SMEs Pro-active ได้ขยายหลักเกณฑ์เพื่อให้ครอบคลุมงานแสดงสินค้ารูปแบบใหม่ๆ ทั้งงานแสดงสินค้า/บริการเสมือนจริงในต่างประเทศ และแพลตฟอร์มการค้า (Sourcing Marketplace) ของผู้จัดงาน ภายใต้ชื่อกิจกรรม “Virtual Exhibition” ซึ่งผู้ประกอบการ SMEs สามารถสมัครขอรับการสนับสนุนได้แล้ว” นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าว

โครงการส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs Pro-active) ระยะที่ 3 (ปีงบประมาณ 2562 – 2565) สนับสนุนให้ผู้ประกอบการ SMEs ไทยเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและบริการในงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ เพื่อขยายตลาดส่งออกและสร้างเครือข่ายธุรกิจในต่างประเทศ และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสมัครเข้าร่วมงาน Virtual Exhibition พร้อมวงเงินสนับสนุนสูงสุด 50,000 บาท จำนวน 6 สิทธิ์ ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลและหลักเกณฑ์โครงการเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์โครงการฯ https://smesproactive.ditp.go.th/ หรือ Facebook Page: SMEs Pro-active by DITP สอบถามรายละเอียดได้ที่ 02-507-7783 หรือ 02-507-7786

AW สำรวจพฤติกรรมผู้บริโภค.jpg

ในปี 2563 นั้น คงไม่มีใครคาดคิดว่า ทั้งโลกต้องหยุดชะงักไปเพราะการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 ที่ซึ่งส่งผลกระทบเป็นอย่างมากต่อระบบเศรษฐกิจ และระบบสาธารณสุขของแต่ละประเทศ สถานการณ์ในช่วงที่ผ่านมาได้เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคไปอย่างสิ้นเชิง ก่อให้เกิดเป็นวิถีชีวิตแบบใหม่ หรือ New Normal ซึ่งธุรกิจต่าง ๆ ก็ล้วนเริ่มปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว