ข่าว

ข่าวและกิจกรรม

rss

ข่าวและกิจกรรมเกี่ยวกับโครงการ SMEs Pro-active

11.jpg

      ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ กวางโจว ประเทศจีน ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มพฤติกรรมการบริโภคของผู้หญิงชาวจีนในปี พ.ศ. 2563 โดยอ้างอิงจากผลสำรวจของสถาบันชื่อดัง ไม่ว่าจะเป็นสถาบันวิจัย CBNData หรือ ข้อมูลสถิติจาก Toutiao สื่อออนไลน์ที่มีชื่อเสียงของจีน ต่างให้ข้อมูลไปในทิศทางเดียวกันถึงความนิยมและพฤติกรรมของกลุ่มผู้บริโภคผู้หญิงชาวจีนว่าเรื่องความงามและสุขภาพยังคงเป็นสิ่งที่ถูกให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ แม้จะต้องพบกับวิกฤตการการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 (COVID-19) ก็ตาม

      แต่งหน้าเพื่อสร้างความมั่นใจ

      โดยตั้งแต่ปี 2563 นั้น ยอดขายเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวในจีนเพิ่มขึ้น 13% ในขณะที่บริการทางการแพทย์หรือศัลยกรรมความงามไม่ว่าจะเป็น การรักษา ริ้วรอย หรือการทำศัลยกรรมพลาสติกมีค่าเฉลี่ยเติบโตขึ้นถึง 24% ต่อปีผลสำรวจจากสถาบันวิจัย CBNData ระบุว่ากว่า 55% ของผู้หญิงที่ร่วมตอบแบบสำรวจต้องแต่งหน้าทุกวันและไม่สามารถออกจากบ้านโดยไม่แต่งหน้าได้ซึ่ง 77% ของกลุ่มนี้ให้เหตุผลว่าเพื่อทำให้ตัวเองมั่นใจและมีความสุขมากขึ้นและนอกจากเครื่องสำอางแล้วอุปกรณ์เสริมสวยก็มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาด้วย โดยสิ่งที่กำลังได้รับความนิยม ได้แก่ เครื่องล้างหน้า เครื่องนวดตา เครื่องนวดกระชับหน้า เครื่องถอนขน เครื่องนวดกระชับต้นขา และเข็มขัดกระชับหุ่น โดยการดูแลตัวเองเหล่านี้กลายเป็นกิจวัตรประจำวันที่สาวๆ ชาวจีนยินดีสละเวลาให้ในแต่ละวัน

       ฟิตแอนด์เฟิร์ม

       ส่วนด้านสุขภาพนั้นพบว่าผู้หญิงยุคใหม่นิยมเข้าฟิตเนสเป็นจำนวนมากโดยรูปแบบการออกกำลังกายที่นิยม ได้แก่ การวิ่ง/เดินเร็ว, โยคะ/พิลาทิส, การเต้น/แอโรบิค และเวทเทรนนิ่ง จากสถิติจาก Toutiao สื่อออนไลน์ที่มีชื่อเสียงของจีน เป็นสิ่งยืนยันถึงการให้ความสำคัญเรื่องสุขภาพของผู้หญิงชาวจีนได้เป็นอย่างดี เพราะในปี 2563 พบว่า มีจำนวนการอ่านข้อมูลเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการออกกำลังกายของผู้หญิงเพิ่มสูงขึ้น 24% โดยมีเนื้อหาตั้งแต่การออกกำลังกายขั้นพื้นฐานอย่างการวิ่ง จนไปถึงการเข้าคลาสต่อยมวย มีการมองหาวิธีการออกกำลังกายรูปแบบใหม่ ๆ อยู่เสมอ ความน่าสนใจอยู่ที่ ช่วงหน้าท้อง เอว ต้นขา และสะโพก เป็นส่วนที่ผู้หญิงจีนต้องการลดและกระชับมากที่สุด

       คว้าโอกาส

       ดังนั้นในช่วงนี้ที่ประเทศจีนกำลังฟื้นตัวกลับเข้าสู่สภาวะปกติ คาดการณ์ว่าทางรัฐบาลจะสนับสนุนการใช้จ่ายภายในประเทศเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อทดแทนภาคส่งออกที่อาจหดตัวลง เนื่องจากสถานการณ์ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกยังคงไม่ดีขึ้น กลุ่มผู้บริโภคหญิงจึงเป็นอีกหนึ่งกลุ่มผู้บริโภคหลักที่ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญ

       จากข้อมูลที่แสดงให้เห็นถึง Insight ของสาวนักช้อปชาวจีนนั้น สามารถนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคชาวจีนได้ อาทิ ค่านิยมของการที่จะต้องมีต้นขาและสะโพกที่กระชับ ได้รูป เป็นที่นิยม ผู้ประกอบการอาจจะพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อกระชับต้นขา และสะโพกขึ้นมาโดยเฉพาะ

หรือพฤติกรรมการชอบออกกำลังกาย เข้าฟิตเนส ซึ่งการวิ่ง/เดินเร็ว และเล่นโยคะ/พิลาทิส เป็นที่นิยม ผู้ประกอบการไทยสามารถนำยางพาราซึ่งเป็นสินค้ามีชื่อเสียงของไทยมาพัฒนาเป็นสินค้าช่วยถนอมสุขภาพสำหรับกีฬาประเภทนี้โดยเฉพาะ อาทิ แผ่นรองเท้าลดแรงกระแทกขณะวิ่ง เสื่อโยคะยางพารา เป็นต้น

  สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเพื่อเจาะตลาดจีนสามารถเข้าร่วมโครงการส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมหรือSMEsPro-activeโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศสามารถศึกษาข้อมูลและหลักเกณฑ์โครงการเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์โครงการ ฯ https://smesproactive.ditp.go.th/ หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ 02-507-7783 และ 02-507-7786

china.jpg

         นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สินค้าเครื่องปรุงรสอาหารไทยได้รับความต้องการในตลาดอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว จากสถิติการส่งออก 3 เดือนแรกของปี 2563 ไทยส่งออกเครื่องปรุงรสอาหารเป็นมูลค่าสูงถึง 207.64 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 12.05 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 โดยมีเอเชียเป็นตลาดส่งออกหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศจีน ซึ่งอุตสาหกรรมเครื่องปรุงรสเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่สำคัญจึงเป็นโอกาสดีที่ผู้ประกอบการไทยต้องเฝ้าจับตามองและเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอย่างใกล้ชิด

         “ตลาดจีนเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก กำลังซื้อสูง ซอสและเครื่องปรุงรสจากไทยได้รับความนิยมอย่างมาก อีกทั้งจีนเป็นประเทศที่อยู่ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีหรือ FTA ที่ยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าเครื่องปรุงรสอาหารจากไทย จึงเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยหนุนให้สินค้าเครื่องปรุงรสอาหารของไทยเติบโต โดยเฉพาะเมื่อเกิดสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 (COVID-19) ทำให้เกิดรูปแบบทางเศรษฐกิจที่ใหม่อย่าง Stay at Home Economy ตามพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป หันมาบริโภคที่บ้าน นอกจากการทำงานและการเสพความบันเทิงแล้ว การประกอบอาหารรับประทานเองในครัวเรือนยังเป็นกิจวัตรประจำวันที่เพิ่มมากขึ้น และคาดว่าจะยังคงมีแนวโน้มเช่นนี้ต่อไปอีกระยะหนึ่ง ส่งผลให้เครื่องปรุงรสอย่าง ซอสพริก ซอสถั่วเหลือง น้ำปลา เครื่องแกง และผงปรุงรส ได้รับความนิยมมากขึ้นตามไปด้วย” นายสมเด็จกล่าว

        ทั้งนี้ เครื่องปรุงรสเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคจีนเป็นต้องใช้ทุกวัน วันละ 3 เวลา ถือเป็นจิตวิญญาณของรสชาติอาหารจีนที่ทุกครัวเรือนต้องมี หลายปีที่ผ่านมานี้ อุตสาหกรรมเครื่องปรุงรสมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วเนื่องจากผู้บริโภคมีความต้องการในการแสวงหาคุณภาพชีวิตที่ดีได้รับประทานอาหารที่มีรสชาติอร่อยจนกลายเป็นไอเทมที่สำคัญในชีวิตประจำวันส่งผลดีต่อภาคธุรกิจและกลายเป็นที่ชื่นชอบของนักลงทุนรายใหม่ๆ ที่ต้องการขยายธุรกิจมากขึ้นตามไปด้วย

      ข้อมูลจาก สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ ชิงต่าว ประเทศจีน แสดงให้เห็นแม้ว่าการระบาดของโรคโควิด-19จะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรมเครื่องปรุงรสอยู่บ้าง เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาร้านอาหารและธุรกิจท่องเที่ยว แต่อีกนัยหนึ่งก็ถือเป็นโอกาสของธุรกิจเครื่องปรุงรส เนื่องจากผู้บริโภคที่ไม่สามารถออกจากบ้าน เริ่มหันมาประกอบอาหารรับประทานเอง ทำให้ความต้องการในการบริโภคเครื่องปรุงรสในครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น และส่งผลให้ช่องทางการจับจ่ายของผู้บริโภคผ่านทางออนไลน์ขยายตัวได้มากขึ้นตามไปด้วยซึ่งแนวโน้มพฤติกรรมดังกล่าวจะยังคงติดตัวผู้บริโภคไปตลอดแม้ว่าสถานการณ์ของการระบาดจะสงบลงจึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยที่ไม่ควรมองข้ามพฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภคชาวจีนภายใต้สถานการณ์เหล่านี้ โดยควรวิเคราะห์และเจาะตลาด Stay at Home Economy เชิงลึกเพื่อพัฒนาและปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคยกระดับรูปแบบการจำหน่ายทางออนไลน์ให้มีความหลากหลายเพราะพฤติกรรมการเลือกซื้อและความนิยมบริโภคผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงรสในช่วงเวลาเหล่านี้ มีแนวโน้มจะกลายเป็นความเคยชินของลูกค้าบางกลุ่มรวมทั้งติดตามรูปแบบเทคโนโลยีที่ช่วยในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะเรื่องการนำบิ๊กดาต้า (Big Data) ที่เกิดขึ้นจากการซื้อสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ในช่วงนี้มาวิเคราะห์ทิศทางและแนวโน้มของตลาดความนิยมและพฤติกรรมในการเลือกซื้อสินค้าตลอดจนนำมาสร้างกลยุทธ์ในการพัฒนาองค์กรควบคู่กันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นเพื่อนำไปสู่การยกระดับผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงรสของไทยสู่ตลาดโลก และสามารถครองส่วนแบ่งตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป

             นายสมเด็จ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า “สิ่งสำคัญที่สุดคือคุณภาพของสินค้าที่จะต้องรักษามาตรฐาน และการมีจุดยืนของผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็นรากฐานของการสร้างความแตกต่าง อาทิ ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคระดับสูง กลาง และระดับล่าง หรือผลิตภัณฑ์ที่ขายในท้องถิ่นกับผลิตภัณฑ์ที่ถูกพัฒนาให้เข้าสู่ช่องทางอีคอมเมิร์ซก็ย่อมมีความแตกต่างทั้งรูปลักษณ์และราคาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน”

      สำหรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเครื่องปรุงรสที่สนใจเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเพื่อเจาะตลาดจีนสามารถเข้าร่วมโครงการส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs Pro-active โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศสามารถศึกษาข้อมูลและหลักเกณฑ์โครงการเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์โครงการฯ https://smesproactive.ditp.go.th/ หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ 02-507-7783 หรือ 02-507-7786

1.jpg

           สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ นครเซี่ยงไฮ้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ จึงได้วิเคราะห์ถึงเทรนด์การพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องสำอางในประเทศจีนและพฤติกรรมผู้บริโภคที่น่าจับตามอง ซึ่งนอกจากจะเป็นการ “ชี้ช่อง” ให้ผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะเอสเอ็มอีได้เจาะตลาดจีนได้อย่างตรงเป้าหมายแล้ว ยังช่วยเอื้อประโยชน์ในการนำข้อมูลไปประยุกต์ใช้กับตลาดสำคัญอื่น ๆ เพื่อ “ยกระดับและเพิ่มขีดความสามารถ” ในการพัฒนาศักยภาพและโอกาสการส่งออกเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ความงามไทยในตลาดโลกต่อไป

         เทรนด์ที่ 1 ให้ความสำคัญกับส่วนผสมของเครื่องสำอางและแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์ จากรายงานการสำรวจของ FIT Transparency Perception Assessment Survey ระบุว่า ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางกว่าร้อยละ 40 ที่ร่วมตอบแบบสอบถามระบุว่า ตนได้รับข้อมูลที่ไม่เพียงพอเกี่ยวกับส่วนผสมความปลอดภัยของเครื่องสำอาง โดยกว่าร้อยละ 72 คาดหวังให้แบรนด์เครื่องสำอางอธิบายส่วนประกอบว่ามีประโยชน์อย่างไร ขณะที่มากกว่าร้อยละ 60 ของผู้บริโภคต้องการให้ผลิตภัณฑ์ระบุที่มาของการรับรองส่วนผสม ข้อมูลเหล่านี้จึงสะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและหน้าที่การใช้งานของเครื่องสำอางมากยิ่งขึ้น

 

             เทรนด์ที่ 2 เครื่องสำอางแบรนด์พรีเมียมมีการแข่งขันรุนแรงมากขึ้น จากผลสำรวจที่เกี่ยวเนื่องพบว่า การบริโภคเครื่องสำอางพรีเมียมของจีนในอีก 5 ปีข้างหน้าจะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ร้อยละ 8.8 โดยคาดว่าในปี 2564 สินค้าเครื่องสำอางพรีเมียมจะครองสัดส่วนในตลาดประมาณร้อยละ 21

               เทรนด์ที่ 3 สินค้าเครื่องสำอางแบรนด์ในประเทศจีนได้รับการตอบรับที่ดีมากขึ้น ปัจจุบันพบว่าสัดส่วนของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแบรนด์จีนครองสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 56 การขายในท้องที่ถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้เครื่องสำอางแบรนด์จีนได้รับความนิยม ขณะเดียวกันบริษัทจีนก็มีความคุ้นเคยกับตลาดจีน ตลอดจนรูปแบบการประชาสัมพันธ์ที่เน้นกลุ่มเฉพาะในตลาดจีน อาทิ การใช้สื่อโซเชียลมีเดียของจีน การใช้ KOL จีน รวมถึงปัจจัยด้านวัฒนธรรมต่าง ๆ

             เทรนด์ที่ 4 เน้นเทคโนโลยีเสริมความงามล้ำสมัย โดยได้รับอิทธิพลจากการใช้เทคโนโลยีของญี่ปุ่นคือ Optune ซึ่งเป็นระบบ Customization สำหรับการดูแลรักษาผิวหน้าออนไลน์ แอปพลิเคชันสามารถวิเคราะห์ลักษณะผิว ขนาดรูขุมขน ความชุ่มชื้นของผิว เป็นต้น แล้วรวมรวบข้อมูลเกี่ยวกับปัจจัยและสภาวะอารมณ์ ในการแนะนำผลิตภัณฑ์ให้กับผู้บริโภคในขั้นตอนสุดท้าย

              เทรนด์ที่ 5 การเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมของกลุ่มคนและมุมมองการให้ความสำคัญผู้บริโภคในแต่ละยุคแต่ละสมัยจะต้องเผชิญกับสภาวะแวดล้อมทางสังคมที่มีความแตกต่าง อาทิ ในการรับมือกับผลกระทบของสภาวะโลกร้อน ผู้บริโภคมีความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่มีความบางเบายิ่งขึ้น ในสถานการณ์ที่มีการตื่นตัวด้านมลพิษและการรักษาสิ่งแวดล้อม ผู้บริโภครุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่รักษาสิ่งแวดล้อม และจะไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของการทำลายธรรมชาติ ขณะเดียวกันในด้านพฤติกรรมผู้บริโภคอาจต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยในการแก้ปัญหาผิวที่เกิดจากการนอนไม่เพียงพอมากขึ้น

             เทรนด์ที่ 6 ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ใช้ได้สำหรับทั้งสองเพศมีแนวโน้มความต้องการเพิ่มขึ้น อ้างอิงจากรายงานข้อมูลจาก Taobao ระบุว่า ยอดขายเครื่องสำอางสำหรับแต่งหน้าของผู้ชายมีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยพบว่าคุณลักษณะเด่นของเพศชายที่แต่งหน้าคือ ต้องการที่จะทำให้ดูดีขึ้น แต่ไม่ต้องการให้การแต่งหน้าแสดงออกออกมาอย่างชัดเจน

 

             เทรนด์ที่ 7 ความต้องการผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางของผู้บริโภครุ่นใหม่มีความหลายหลายและรายละเอียดปลีกย่อยเพิ่มมากขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการเครื่องสำอางว่าไม่มีความแตกต่างมาก แต่การนำเสนอผลิตภัณฑ์ในแต่ละประเภทจะมีความปลีกย่อยและลงรายละเอียดเพิ่มมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ผู้บริโภคหญิงที่เกิดในยุคหลังปี 90 จะต้องการเครื่องสำอางที่สามารถแก้ไขปัญหาได้หลากหลายมากขึ้น อาทิ ผิวบริเวณรอบตา แก้รอยตีนกา จุดด่างดำ รอยย่น ผิวแห้ง การแพ้ง่าย เป็นต้น

          อย่างไรก็ตาม เทรนด์ทั้ง 7 นี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ประเมินจากการเก็บข้อมูลซึ่งอาจมีปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบ้างในแต่ละสถานการณ์ ดังนั้นการร่วมสัมผัสบรรยากาศกับผู้ประกอบการโดยตรงจึงเป็น “ช่องทาง” ที่เหมาะสมที่สุด กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ จึงขอเชิญชวนผู้ประกอบการไทยสมัครเข้าร่วม “โครงการส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม” (SMEs Pro-active) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการได้มีโอกาสขยายตลาดส่งออกและสร้างเครือข่ายธุรกิจในต่างประเทศอย่างได้ผล

          ในประเทศจีนนั้นมีงานแสดงสินค้าความงามและเครื่องสำอางจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีหลายงาน อาทิ China International Health Industry Expo และ China-South Asia Expo and Kunming Import & Export Fair จาก 15 งานทั่วโลก ซึ่งนอกจากจะมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมเจรจาธุรกิจ (Business Matching) นําเสนอผลงาน (Business Pitching) และอื่น ๆ แล้ว ยังจะได้รับการสนับสนุนงบประมาณ 2 แสนบาท ครอบคลุมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าพื้นที่ ค่าคูหา ค่าประกันภัยในงาน ค่าประชาสัมพันธ์ และค่าเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ อีกด้วย

 

 

 

gems1.jpg

           ชาวชิลีนิยมสวมใส่เครื่องประดับในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นต่างหู สร้อยคอ แหวนและกำไล (ไม่รวมแหวนหมั้นและแหวนแต่งงาน) และหากแบ่งพฤติกรรมการใช้เครื่องประดับตามช่วงอายุจะพบว่า สตรีชาวชิลีอายุระหว่าง 18-45 ปี นิยมเครื่องประดับเงิน เนื่องจากมีราคาไม่สูงนัก สามารถสวมใส่ได้ทุกวันและไม่อันตราย ในขณะที่ผู้มีอายุมากกว่า 45 ปีขึ้นไป นิยมเครื่องประดับทองที่มีกะรัตไม่สูงมากนัก คือทองคำ 18-24 กะรัต เนื่องจากสีของทองคำที่มีกะรัตสูงนั้นดูเหลืองมากเกินไป จึงไม่เป็นที่นิยมในชิลี  จากผลการสำรวจข้อมูลของสมาคมผู้ประกอบการสินค้าเครื่องประดับและอัญมณีของชิลี (Asociación Gremial Joyeros, Relojeros y Afines de Chile) ระบุว่าสไตล์ของชาวชิลีนั้น นิยมเครื่องประดับที่เรียบง่าย มีดีไซน์ไม่หวือหวา และสำหรับแหวนหมั้นนิยมเลือกซื้อแหวนที่ตัวเรือนทำจากแพลทินัมและประดับด้วยเพชรที่มีกะรัตไม่สูงนัก หรือขนาดเพชรไม่ใหญ่มากแต่มีจำนวนหลาย ๆ เม็ด (แตกต่างจากไทยที่นิยมประดับด้วยเพชรเม็ดใหญ่และเน้นการออกแบบที่ทันสมัยเป็นหลัก) และแหวนแต่งงานจะเป็นทองคำเกลี้ยงโดยมักจะแกะสลักชื่อบุคคลลงไปด้วย ข้อมูลของ World Trade Atlas รายงานว่าชิลีนำเข้าสินค้าเครื่องประดับและอัญมณี ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ (เดือนมกราคม - พฤษภาคม 2563) อยู่ที่ 17.76 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยนำเข้าจากไทยมากที่สุด คิดเป็น ร้อยละ 27.50  รองลงมา คือ จีน สหราชอาณาจักร อิตาลี เปรู และสหรัฐอเมริกา ตามลำดับ ซึ่งประเทศไทยนั้นเป็นแหล่งนำเข้าลำดับ 1 ของชิลี นับตั้งแต่ปี 2018 เป็นต้นมา  

            ด้าน นายสมเด็จ  สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ให้ข้อมูลว่า ภาพรวมของการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับทั้งหมดของไทย ในช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายน 2563  มีมูลค่า 10,077.84 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 39.09 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2562  เนื่องจากการส่งออกทองคำที่ยังไม่ขึ้นรูปเพิ่มขึ้นร้อยละ 131.18 มูลค่าส่งออกไปยังตลาดหลัก เช่น สวิตเซอร์แลนด์ สิงคโปร์ และฮ่องกง เพิ่มขึ้นร้อยละ 84.97 โดยประเทศไทยมีจุดแข็งด้านอุตสาหกรรมกลุ่มนี้ เนื่องจากผู้ส่งออกมีความเข้าใจตลาดและผู้ค้าในตลาดโลกรู้จักไทยมากกว่าคู่แข่ง เป็นตลาดค้าพลอยสีที่ใหญ่แห่งหนึ่งของโลก อีกทั้งช่างมีฝีมือไทยประณีตในการออกแบบและขึ้นรูปเครื่องประดับ “แม้ไทยจะเป็นประเทศที่ชิลีนำเข้าเครื่องประดับและอัญมณีมากที่สุด แต่ก็ยังมีคู่แข่งด้านราคาอยู่ ไม่ว่าจะเป็น จีน อินเดีย หรืออินโดนีเซีย ดังนั้นผู้ประกอบการไทยต้องมีกลยุทธ์ที่เข้มข้นเพื่อรักษาและเพิ่มส่วนแบ่งตลาดเครื่องประดับแท้ในตลาดชิลีจึง เช่นการพัฒนาคุณภาพสินค้า การสร้างแบรนด์สินค้าของตนเอง รวมถึงการวางแผนเพื่อพัฒนาสินค้าสู่ตลาดระดับกลาง-บนให้มากขึ้น และพัฒนาสินค้าให้แตกต่างจากคู่แข่ง เน้นความมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว นอกจากนี้ยังสามารถอาศัยชิลีเป็นฐานในการกระจายสินค้าเครื่องประดับไปยังประเทศอื่น ๆ ในแถบลาตินอเมริกาที่มีการดำเนินการค้าภายใต้เขตการค้าเสรีกับชิลีได้ด้วย”

              การเข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติ จะเป็นการขยายตลาดให้ผู้ประกอบการได้เป็นอย่างดี โดยประเทศไทยมีงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ หรือ Bangkok Gems & Jewelry Fair ที่ยิ่งใหญ่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ซึ่งปีนี้ได้ปรับรูปแบบให้เข้ากับสถานการณ์เป็น Virtual Exhibition หรืองานแสดงสินค้าออนไลน์ที่ครบวงจรที่สุด ภายใต้ชื่องาน BGJF Special Edition - On Ground to Online Exhibition ในวันที่ 2-4 พ.ย. 63 โดยผู้ซื้อและผู้ขายจากนานาประเทศทั่วโลกจะมาสร้างโอกาสทางธุรกิจร่วมกัน หรือผู้ประกอบการไทยที่สนใจเข้าร่วมงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับในต่างประเทศ สามารถสอบถามรายละเอียดและเข้าร่วมโครงการ SMEs Pro-active ได้ที่เว็บไซต์ https://smesproactive.ditp.go.th/ หรือ Facebook Page: SMEs Pro-active by DITP สอบถามรายละเอียดได้ที่ 02-507-7783 และ 02-507-7786 

 

 

 

 

โครงการส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs Pro-active) สนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการดำเนินธุรกิจการค้าระหว่างประเทศในเชิงรุก เพิ่มช่องทางการตลาดในระดับสากลอย่างยั่งยืน วงเงินสนับสนุนสูงสุด 200,000 บาท/ครั้ง โดย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ รายละเอียดโครงการ: https://bit.ly/2ZLW8sp สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม: https://www.facebook.com/smesproactive

SMEs Pro-active 46.jpg

          นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ประธานที่ประชุมคณะกรรมการโครงการ SMEs Pro-active ครั้งที่ 2 ประจำปี 2563 ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย (BOT) และสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (TNSC) เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. ที่ผ่านมา กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 (COVID-19) ที่ประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งนี้ ได้มีมติเห็นชอบขยายช่วงเวลาของมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการที่ขอรับการสนับสนุนกิจกรรมภายใต้โครงการ SMEs Pro-active ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – ธันวาคม 2563 แต่ได้รับผลกระทบ อาทิ ผู้จัดงานยกเลิกการจัดงาน ผู้จัดงานเลื่อนการจัดงาน จัดงานตามกำหนดการเดิมแต่ผู้ประกอบการมีความกังวลในการเดินทาง โดยยกเว้นการนับสิทธิ์ หากผู้ประกอบการขอยกเลิกการเข้าร่วมงาน และผู้ประกอบการสามารถมอบหมายให้ Agent/ล่าม/ผู้แทน เข้าร่วมงานแทน หากไม่สามารถเดินทางเข้าร่วมงานด้วยตนเอง และเบิกจ่ายได้
             กรมส่งเสริมการค้าระหว่าประเทศเห็นควรขยายกรอบระยะเวลาดำเนินโครงการฯ ในระยะที่ 3 จากเดิม ปีงบประมาณ 2562-2564 เป็น ปีงบประมาณ 2562-2565 (เดือนกันยายน 2565) เพื่อขยายช่วงการสนับสนุนให้กับผู้ประกอบการให้เพิ่มขึ้น เพราะงานแสดงสินค้านานาชาติหลายงานที่เคยอยู่ในแผนการเดินทางถูกเลื่อนออกไป หรืออีกหลายงานที่กำลังจะเกิดขึ้นก็ไม่สามารถจัดได้ ส่งผลให้โอกาสทางการค้าของผู้ประกอบการถูกจำกัด ซึ่งจะเสนอเป็นวาระการพิจารณาของการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ในเดือนกรกฎาคมนี้” นายสมเด็จ กล่าว
นอกจากนี้ ที่ประชุมได้เคาะอนุมัติสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ที่ขอรับการสนับสนุนเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศชุดล่าสุดรวมทั้งสิ้น 53 งาน มีผู้ประกอบการจำนวน 107 บริษัท วงเงินสนับสนุน 21 ล้านบาท จากยอดรวมการสนับสนุนประกอบการ SMEs ในระยะที่ 3 (ปีงบประมาณ 2562-2564) พบว่า มีการสนับสนุนไปแล้วกว่า 1,700 ราย รวมวงเงินกว่า 240 ล้านบาท โดยมีงานแสดงสินค้าที่มีมูลค่าสั่งซื้อสูงสุดของปี 2563 ได้แก่ อันดับที่ 1 งาน Supermarket Trade Show ณ เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในประเทศญี่ปุ่น ด้วยในตลาดญี่ปุ่นผู้บริโภคนิยมสินค้าอาหารพร้อมรับประทานแช่แข็งและอาหารพร้อมรับประทานแช่เย็น ถือเป็นการเปิดโอกาสที่ดีที่ผู้ประกอบการไทยจะได้พบผู้บริโภคจากหลากหลายประเทศ และอันดับที่ 2 งาน Winter Fancy Food Show ณ เมืองซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งสินค้าที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในงาน คือ สินค้าในกลุ่มออแกนิค
           ทั้งนี้ DITP ยังคงมุ่งสนับสนุนผ่านโครงการ SMEs Pro-active อย่างต่อเนื่อง เพื่อสานฝันผู้ประกอบการเอสเอ็มที่มีความพร้อม และต้องการส่งออกสินค้าไทยให้สามารถก้าวสู่ตลาดโลกได้อย่างเข้มแข็ง พร้อมมาตรการช่วยเหลือเยียวยาเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์วิกฤตพร้อมกันทั่วโลก ซึ่งสนับสนุนการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและบริการในต่างประเทศ (Overseas Trade Fair) จะให้วงเงินสนับสนุนสูงสุด 200,000 บาทต่อครั้ง จำนวน 6 ครั้ง ที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าพื้นที่ ค่าคูหา ค่าประกันภัยในงาน ค่าตกแต่ง ค่าไฟฟ้า ค่าดูแลสิ่งแวดล้อม ค่าประชาสัมพันธ์ และค่าธรรมเนียมในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ รวมถึงสนับสนุนการเข้าร่วมกิจกรรมสร้างโอกาสทางการค้าและเครือข่ายธุรกิจในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) หรือการพิชชิ่งโครงการ (Pitching) ซึ่งให้วงเงินสนับสนุนสูงสุด 200,000 บาทต่อครั้ง จำนวน 6 ครั้ง เช่นกัน สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่สนใจ สามารถศึกษาข้อมูลและหลักเกณฑ์โครงการเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://smesproactive.ditp.go.th/ หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ 02-507-7783 และ 02-507-7786 โดยการสมัครรอบที่ 3/2563 ปิดรับสมัครในวันที่ 20 กรกฎาคม 2563 สามารถขอรับการสนับสนุนงานที่จัดขึ้นตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2563 - กันยายน 2564 

สำหรับออกบูธ cover1-01.jpg
untitled2.png

สุภาษิตโบราณที่ว่า ไม่มีใครแก่เกินเรียน” นำมาใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย ไม่ใช่แค่ใช้ในเรื่องการเรียนรู้ แม้แต่ในเรื่องการทำธุรกิจ ก็นำมาใช้ได้เช่นเดียวกัน โดยมีตัวอย่างให้เห็นว่าคนอายุ 60+ ไม่ได้ถือว่าช้าในการทำธุรกิจ และยิ่งเป็นธุรกิจส่งออก บางคนก็ว่า แทบจะไม่มีโอกาสเป็นไปได้ แต่วันนี้ เป็นไปแล้ว และประสบความสำเร็จได้จริง เพียงแค่เรียนรู้ให้ถูกช่องทาง
         
ย้อนกลับไปช่วงการจัดงาน STYLE BANGKOK ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์ระดับนานาชาติ ที่จัดขึ้นเมื่อช่วงเดือนต.ค.2561 ที่ผ่านมา มีสินค้าที่นำไปจัดแสดงมากมายทั้งสินค้าแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ เครื่องหนัง ของตกแต่งบ้าน และอื่นๆ มีผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงานมากกว่า 2,000 บูธ แต่ที่น่าสนใจ คือ หนึ่งในนั้นมีกลุ่มผู้ประกอบการหน้าใหม่วัยเก๋า ที่ได้รับการสนับสนุนภายใต้โครงการพัฒนาตลาดสินค้าสำหรับผู้สูงอายุ (60+) รวมอยู่ด้วย


         
คนอายุ 60+ ที่ว่า เป็นใครมาจากไหน แล้วทำไมถึงได้มีโอกาสในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า และมีโอกาสในการส่งออก ตามไปฟังที่มาที่ไปจากนางณัชรัตน์ ชุมพานิชวศุตม์ หรือป้าติ่ง ซึ่งปัจจุบันเป็นเจ้าของบริษัท จุลณัฐ จำกัด ผู้ผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์รักษ์บาติก (RUKBATIK) หนึ่งในผู้เข้าร่วมโครงการ 60+ ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกันดู
         
ป้าติ่งเล่าให้ฟังว่า ตัวเองเริ่มต้นเป็น SMEs เมื่ออายุ 60 ปี หรือเมื่อ 2 ปีที่แล้ว โดยได้เข้าร่วมอบรมความรู้สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และการนำเข้าและส่งออกของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ทำให้เกิดแนวคิดที่อยากจะทำผลิตภัณฑ์ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไปทั่วโลก จึงได้ผลิตผลิตภัณฑ์ผ้าไหม ผ้าฝ้ายบาติกสีธรรมชาติ โดยการวาดลวดลายศิลปะล้านนาผสมผสานกับศิลปะสากลด้วยการเพ้นท์สีจากสมุนไพรด้วยมือ จนกลายเป็นศิลปะสมัยใหม่ (Modern Art) ที่สวยงาม และมีลวดลายเอกลักษณ์เฉพาะผืนด้วยสีสันที่เป็นธรรมชาติ และยังเพิ่มนวัตกรรมกลิ่นหอมจากสมุนไพรท้องถิ่น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์
         
ผลงานที่ป้าติ่งทำ ได้รับการการันตีโดยได้รางวัลอีกมากมายจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น 1.รางวัลชนะเลิศ Most Innovation OTOP Award 2018 งาน OTOP IGNITE 2.รางวัล Chiang Mai Heritage 20173.รางวัล OTOP 5 ดาว ประเภทผ้า เครื่องแต่งกายปี 2016 และ 4.รางวัล Cultural & Wisdom talent awards 2016 เป็นต้น  
         
ส่วนที่มาที่ไปของการเปิดตลาดส่งออก ป้าติ่ง บอกว่า เป็นเพราะกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้ให้แรงบันดาลใจและความรู้ ตั้งแต่การอบรมการส่งออก ขั้นตอนและวิธีการต่างๆ ของการส่งออกไปต่างประเทศ สร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบการตัวเล็กๆ ว่าการส่งออกไม่ยากอย่างที่คิด และเมื่อถึงขั้นอยากส่งออกจริง แต่ไม่มีเงินทุน จึงได้สมัครเข้าร่วมโครงการ SMEs Pro-active ระยะที่ 3 ซึ่งเป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการหน้าใหม่ ผู้ประกอบการ SMEs สามารถออกไปทำตลาดต่างประเทศได้ ถ้าคุณตั้งใจจริง
         
ป้าติ่ง เล่าถึงโครงการนี้ว่า เป็นโครงการที่เขามีไว้เพื่อช่วยส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการ SMEs ผู้ประกอบการรายเล็กๆ ผู้ประกอบการในต่างจังหวัด ก็เข้าร่วมได้ แค่คุณต้องทำให้ถูกต้องตามเงื่อนไขที่โครงการกำหนด แล้วสิ่งที่โครงการช่วย มีมากมาย ทั้งเงินทุนสนับสนุนการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและบริการในต่างประเทศ กิจกรรมที่สร้างโอกาสทางการค้า หรือการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ
         
ที่สำคัญ ผู้ประกอบการต้องสมัครเข้าร่วมงานด้วยตนเอง โดยเลือกตามกลยุทธ์การตลาดและความต้องการของตนเอง หรือเลือกเข้าร่วมงานที่สอดคล้องกับประเภทสินค้าและธุรกิจบริการของตนเองก็ได้ โดยจะได้รับวงเงินสนับสนุนสูงสุดรายละ 200,000 บาทต่อครั้ง
         
ส่วนขั้นตอนการติดต่อ ให้สมัครได้ที่สภาที่ท่านเป็นสมาชิก ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย , สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย แต่ถ้ายังมีข้อสงสัย สอบถามตรงไปได้เลยที่สำนักยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศ โทร 02-507-7783 หรือ 02-507-7786 มีเจ้าหน้าที่คอยให้ข้อมูล และข้อชี้แนะอยู่

***ติดตามข่าวสารพาณิชย์แบบฉับไว ส่งตรงถึงมือถือได้ที่ http://line.me/ti/p/%40uld0329i
***ติดตามข่าวสารพาณิชย์ ผ่านทวิตเตอร์ https://twitter.com/CNAOnlineTwit

4606899.jpg

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมฯ สภาหอการค้าฯ สภาผู้ส่ง-สินค้าทางเรือฯ และสมาคมธนาคารไทยเปิดตัวโครงการ SMEs Pro-active ระยะที่ 3 อย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้สโลแกน “SMEs Pro-active ก้าวไกลสู่ตลาดโลก”
  นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า  เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้ร่วมมือกับภาครัฐ และภาคเอกชน เปิดตัวโครงการ SMEs Pro-active ระยะที่ 3 และได้มีการจัดประชุมคณะกรรมการโครงการ SME Pro-active ในวันที่ 2 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา โดยการประชุมดังกล่าวได้มีการคัดเลือกผู้ประกอบการจำนวนมากกว่า 200 ราย     เข้าร่วมงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติในต่างประเทศในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2561 - กุมภาพันธ์ 2562 จำนวนทั้งสิ้น 52 กิจกรรม  ซึ่งโครงการ SMEs Pro-active ระยะที่ 3 ได้มีการปรับหลักเกณฑ์เพื่อให้เข้าถึงและครอบคลุมผู้ประกอบการในทุกระดับมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นปีแรกที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการในกลุ่ม Startup สามารถเข้าร่วมโครงการได้
  นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์  กล่าวย้ำถึงความสำคัญในการมุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ฐานรากและ Startup โดยได้ร่วมมือกับสถาบันนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ขับเคลื่อนความร่วมมือแบบบูรณาการ ทั้งฐานข้อมูลนิติบุคคลที่จดทะเบียน Startup กับทาง NIA และเตรียมการจัดหลักสูตรฝึกอบรมสำหรับกลุ่ม Tech Startup ที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์ในเวทีระดับนานาชาติ และในอนาคตอันใกล้ DITP จะเพิ่มประเภทสมาชิกกรมในกลุ่ม Startup อีกด้วย
  นอกจากนี้ DITP ได้ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมฯ จัดหลักสูตรความรู้เบื้องต้นในการประกอบธุรกิจส่งออกออนไลน์และกิจกรรม workshop สำหรับผู้ประกอบการในภูมิภาค เพื่อเตรียมความพร้อมและขยายโอกาสให้แก่ผู้ประกอบการในต่างจังหวัด ซึ่งหลังจากสำเร็จหลักสูตรและมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์โครงการ สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการ SMEs Pro-active ได้ในทันที ซึ่งจะสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยตัวเล็กได้ก้าวอย่างมั่นใจสู่เวทีการค้าสากล
  โครงการ SMEs Pro-active หรือ โครงการส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม คือ โครงการที่สนับสนุนให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและบริการในงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติในต่างประเทศและกิจกรรมที่สร้างโอกาสการค้าและเครือข่ายธุรกิจในต่างประเทศ โดยผู้ประกอบการสามารถสมัครเข้าร่วมงานด้วยตนเอง โดยเลือกตามกลยุทธ์การตลาดและความต้องการของแต่ละบริษัท หรือเลือกเข้าร่วมงานที่สอดคล้องกับประเภทสินค้าและธุรกิจบริการของตนเองได้ โดยได้รับวงเงินสนับสนุนสูงสุดรายละ 200,000 บาทต่อครั้ง
  สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจ สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการ SMEs Pro-active ได้ที่สภาที่ท่านเป็นสมาชิก (สภาอุตสาหกรรมฯ ,สภาหอการค้าฯและสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือฯ) ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยสามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศ โทร 02-507-7783 หรือ 02-507-7786

untitled1.png

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศแจ้งความคืบหน้าโครงการ SMEs Pro-active ระยะที่ 3 ล่าสุดไฟเขียวผู้ประกอบการ SMEs กว่า 200 ราย เข้าร่วมงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติในต่างประเทศช่วงพ.ย.61-ก.พ.62 รวม 52 กิจกรรม เตรียมจับมือ 3 สภาฯ ลุยช่วยต่อ มุ่งผู้ประกอบการฐานราก ต่างจังหวัด และ Startup เผยผู้ผ่านคัดเลือกจะได้รับเงินสนับสนุน 2 แสนบาทต่อครั้ง

น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินโครงการ SMEs Pro-active ระยะที่ 3 ว่า เมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมการโครงการ ได้มีการประชุมและคัดเลือกผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SMEs) จำนวนกว่า 200 ราย โดยได้สนับสนุนให้เข้าร่วมงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติในต่างประเทศในช่วงเดือนพ.ย.2561-ก.พ.2562 จำนวนทั้งสิ้น 52 กิจกรรม เพื่อสร้างโอกาสในการขยายตลาดส่งออกให้กับผู้ประกอบการ SMEs ซึ่ง SMEs ที่ได้รับการสนับสนุนต่างยืนยันว่าประสบความสำเร็จและมีโอกาสในการขยายตลาดได้เพิ่มขึ้นจริง

ทั้งนี้ กรมฯ จะเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ SMEs Pro-active  เพื่อช่วยเหลือ SMEs ต่อ โดยจะร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย ในการให้ความช่วยเหลือและแนะนำสมาชิกในการเข้าร่วมโครงการ โดยล่าสุดได้ร่วมมือกับ ส.อ.ท. จัดหลักสูตรความรู้เบื้องต้นในการประกอบธุรกิจส่งออกออนไลน์และกิจกรรม workshop สำหรับผู้ประกอบการในภูมิภาค เพื่อเตรียมความพร้อมและขยายโอกาสให้แก่ผู้ประกอบการในต่างจังหวัด ซึ่งหลังจากสำเร็จหลักสูตรและมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์โครงการ สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการ SMEs Pro-active ได้ในทันที

“กรมฯ จะให้ความสำคัญกับการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ฐานราก ผู้ประกอบการที่อยู่ในต่างจังหวัด และ Startup โดยนอกจากการร่วมมือกับ 3 สภาฯ ที่เป็นพันธมิตรกับกรมฯ แล้ว ยังได้ร่วมมือกับสถาบันนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ Startup ที่อยู่ในฐานข้อมูลของ NIA และเตรียมการจัดหลักสูตรฝึกอบรมสำหรับกลุ่ม Tech Startup ที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์ในเวทีระดับนานาชาติ และยังมีแผนจะเพิ่มประเภทสมาชิกของกรมฯ ในกลุ่ม Startup ด้วย เพื่อให้มีฐานข้อมูลในการช่วยเหลือ”น.ส.บรรจงจิตต์กล่าว

สำหรับโครงการ SMEs Pro-active เป็นโครงการส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการ SMEs โดยโครงการจะสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและบริการ ในงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติในต่างประเทศและกิจกรรมที่สร้างโอกาสการค้าและเครือข่ายธุรกิจในต่างประเทศ โดยผู้ประกอบการสามารถสมัครเข้าร่วมงานด้วยตนเอง โดยเลือกตามกลยุทธ์การตลาดและความต้องการของแต่ละบริษัท หรือเลือกเข้าร่วมงานที่สอดคล้องกับประเภทสินค้าและธุรกิจบริการของตนเองได้ โดยได้รับวงเงินสนับสนุนสูงสุดรายละ 200,000 บาทต่อครั้ง
         
โดยผู้ประกอบการที่สนใจ สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการ SMEs Pro-active ได้ที่สภาที่ท่านเป็นสมาชิก (สภาอุตสาหกรรมฯ , สภาหอการค้าฯ และสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือฯ) และสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศ โทร 02-507-7783 หรือ 02-507-7786

***ติดตามข่าวสารพาณิชย์แบบฉับไว ส่งตรงถึงมือถือได้ที่ http://line.me/ti/p/%40uld0329i
***ติดตามข่าวสารพาณิชย์ ผ่านทวิตเตอร์ https://twitter.com/CNAOnlineTwit