ข่าว

ข่าวและกิจกรรม

rss

ข่าวและกิจกรรมเกี่ยวกับโครงการ SMEs Pro-active

สำหรับออกบูธ cover1-01.jpg
untitled2.png

สุภาษิตโบราณที่ว่า ไม่มีใครแก่เกินเรียน” นำมาใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย ไม่ใช่แค่ใช้ในเรื่องการเรียนรู้ แม้แต่ในเรื่องการทำธุรกิจ ก็นำมาใช้ได้เช่นเดียวกัน โดยมีตัวอย่างให้เห็นว่าคนอายุ 60+ ไม่ได้ถือว่าช้าในการทำธุรกิจ และยิ่งเป็นธุรกิจส่งออก บางคนก็ว่า แทบจะไม่มีโอกาสเป็นไปได้ แต่วันนี้ เป็นไปแล้ว และประสบความสำเร็จได้จริง เพียงแค่เรียนรู้ให้ถูกช่องทาง
         
ย้อนกลับไปช่วงการจัดงาน STYLE BANGKOK ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์ระดับนานาชาติ ที่จัดขึ้นเมื่อช่วงเดือนต.ค.2561 ที่ผ่านมา มีสินค้าที่นำไปจัดแสดงมากมายทั้งสินค้าแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ เครื่องหนัง ของตกแต่งบ้าน และอื่นๆ มีผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงานมากกว่า 2,000 บูธ แต่ที่น่าสนใจ คือ หนึ่งในนั้นมีกลุ่มผู้ประกอบการหน้าใหม่วัยเก๋า ที่ได้รับการสนับสนุนภายใต้โครงการพัฒนาตลาดสินค้าสำหรับผู้สูงอายุ (60+) รวมอยู่ด้วย


         
คนอายุ 60+ ที่ว่า เป็นใครมาจากไหน แล้วทำไมถึงได้มีโอกาสในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า และมีโอกาสในการส่งออก ตามไปฟังที่มาที่ไปจากนางณัชรัตน์ ชุมพานิชวศุตม์ หรือป้าติ่ง ซึ่งปัจจุบันเป็นเจ้าของบริษัท จุลณัฐ จำกัด ผู้ผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์รักษ์บาติก (RUKBATIK) หนึ่งในผู้เข้าร่วมโครงการ 60+ ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกันดู
         
ป้าติ่งเล่าให้ฟังว่า ตัวเองเริ่มต้นเป็น SMEs เมื่ออายุ 60 ปี หรือเมื่อ 2 ปีที่แล้ว โดยได้เข้าร่วมอบรมความรู้สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และการนำเข้าและส่งออกของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ทำให้เกิดแนวคิดที่อยากจะทำผลิตภัณฑ์ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไปทั่วโลก จึงได้ผลิตผลิตภัณฑ์ผ้าไหม ผ้าฝ้ายบาติกสีธรรมชาติ โดยการวาดลวดลายศิลปะล้านนาผสมผสานกับศิลปะสากลด้วยการเพ้นท์สีจากสมุนไพรด้วยมือ จนกลายเป็นศิลปะสมัยใหม่ (Modern Art) ที่สวยงาม และมีลวดลายเอกลักษณ์เฉพาะผืนด้วยสีสันที่เป็นธรรมชาติ และยังเพิ่มนวัตกรรมกลิ่นหอมจากสมุนไพรท้องถิ่น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์
         
ผลงานที่ป้าติ่งทำ ได้รับการการันตีโดยได้รางวัลอีกมากมายจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น 1.รางวัลชนะเลิศ Most Innovation OTOP Award 2018 งาน OTOP IGNITE 2.รางวัล Chiang Mai Heritage 20173.รางวัล OTOP 5 ดาว ประเภทผ้า เครื่องแต่งกายปี 2016 และ 4.รางวัล Cultural & Wisdom talent awards 2016 เป็นต้น  
         
ส่วนที่มาที่ไปของการเปิดตลาดส่งออก ป้าติ่ง บอกว่า เป็นเพราะกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้ให้แรงบันดาลใจและความรู้ ตั้งแต่การอบรมการส่งออก ขั้นตอนและวิธีการต่างๆ ของการส่งออกไปต่างประเทศ สร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบการตัวเล็กๆ ว่าการส่งออกไม่ยากอย่างที่คิด และเมื่อถึงขั้นอยากส่งออกจริง แต่ไม่มีเงินทุน จึงได้สมัครเข้าร่วมโครงการ SMEs Pro-active ระยะที่ 3 ซึ่งเป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการหน้าใหม่ ผู้ประกอบการ SMEs สามารถออกไปทำตลาดต่างประเทศได้ ถ้าคุณตั้งใจจริง
         
ป้าติ่ง เล่าถึงโครงการนี้ว่า เป็นโครงการที่เขามีไว้เพื่อช่วยส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการ SMEs ผู้ประกอบการรายเล็กๆ ผู้ประกอบการในต่างจังหวัด ก็เข้าร่วมได้ แค่คุณต้องทำให้ถูกต้องตามเงื่อนไขที่โครงการกำหนด แล้วสิ่งที่โครงการช่วย มีมากมาย ทั้งเงินทุนสนับสนุนการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและบริการในต่างประเทศ กิจกรรมที่สร้างโอกาสทางการค้า หรือการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ
         
ที่สำคัญ ผู้ประกอบการต้องสมัครเข้าร่วมงานด้วยตนเอง โดยเลือกตามกลยุทธ์การตลาดและความต้องการของตนเอง หรือเลือกเข้าร่วมงานที่สอดคล้องกับประเภทสินค้าและธุรกิจบริการของตนเองก็ได้ โดยจะได้รับวงเงินสนับสนุนสูงสุดรายละ 200,000 บาทต่อครั้ง
         
ส่วนขั้นตอนการติดต่อ ให้สมัครได้ที่สภาที่ท่านเป็นสมาชิก ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย , สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย แต่ถ้ายังมีข้อสงสัย สอบถามตรงไปได้เลยที่สำนักยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศ โทร 02-507-7783 หรือ 02-507-7786 มีเจ้าหน้าที่คอยให้ข้อมูล และข้อชี้แนะอยู่

***ติดตามข่าวสารพาณิชย์แบบฉับไว ส่งตรงถึงมือถือได้ที่ http://line.me/ti/p/%40uld0329i
***ติดตามข่าวสารพาณิชย์ ผ่านทวิตเตอร์ https://twitter.com/CNAOnlineTwit

4606899.jpg

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมฯ สภาหอการค้าฯ สภาผู้ส่ง-สินค้าทางเรือฯ และสมาคมธนาคารไทยเปิดตัวโครงการ SMEs Pro-active ระยะที่ 3 อย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้สโลแกน “SMEs Pro-active ก้าวไกลสู่ตลาดโลก”
  นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า  เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้ร่วมมือกับภาครัฐ และภาคเอกชน เปิดตัวโครงการ SMEs Pro-active ระยะที่ 3 และได้มีการจัดประชุมคณะกรรมการโครงการ SME Pro-active ในวันที่ 2 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา โดยการประชุมดังกล่าวได้มีการคัดเลือกผู้ประกอบการจำนวนมากกว่า 200 ราย     เข้าร่วมงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติในต่างประเทศในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2561 - กุมภาพันธ์ 2562 จำนวนทั้งสิ้น 52 กิจกรรม  ซึ่งโครงการ SMEs Pro-active ระยะที่ 3 ได้มีการปรับหลักเกณฑ์เพื่อให้เข้าถึงและครอบคลุมผู้ประกอบการในทุกระดับมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นปีแรกที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการในกลุ่ม Startup สามารถเข้าร่วมโครงการได้
  นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์  กล่าวย้ำถึงความสำคัญในการมุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ฐานรากและ Startup โดยได้ร่วมมือกับสถาบันนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ขับเคลื่อนความร่วมมือแบบบูรณาการ ทั้งฐานข้อมูลนิติบุคคลที่จดทะเบียน Startup กับทาง NIA และเตรียมการจัดหลักสูตรฝึกอบรมสำหรับกลุ่ม Tech Startup ที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์ในเวทีระดับนานาชาติ และในอนาคตอันใกล้ DITP จะเพิ่มประเภทสมาชิกกรมในกลุ่ม Startup อีกด้วย
  นอกจากนี้ DITP ได้ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมฯ จัดหลักสูตรความรู้เบื้องต้นในการประกอบธุรกิจส่งออกออนไลน์และกิจกรรม workshop สำหรับผู้ประกอบการในภูมิภาค เพื่อเตรียมความพร้อมและขยายโอกาสให้แก่ผู้ประกอบการในต่างจังหวัด ซึ่งหลังจากสำเร็จหลักสูตรและมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์โครงการ สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการ SMEs Pro-active ได้ในทันที ซึ่งจะสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยตัวเล็กได้ก้าวอย่างมั่นใจสู่เวทีการค้าสากล
  โครงการ SMEs Pro-active หรือ โครงการส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม คือ โครงการที่สนับสนุนให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและบริการในงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติในต่างประเทศและกิจกรรมที่สร้างโอกาสการค้าและเครือข่ายธุรกิจในต่างประเทศ โดยผู้ประกอบการสามารถสมัครเข้าร่วมงานด้วยตนเอง โดยเลือกตามกลยุทธ์การตลาดและความต้องการของแต่ละบริษัท หรือเลือกเข้าร่วมงานที่สอดคล้องกับประเภทสินค้าและธุรกิจบริการของตนเองได้ โดยได้รับวงเงินสนับสนุนสูงสุดรายละ 200,000 บาทต่อครั้ง
  สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจ สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการ SMEs Pro-active ได้ที่สภาที่ท่านเป็นสมาชิก (สภาอุตสาหกรรมฯ ,สภาหอการค้าฯและสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือฯ) ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยสามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศ โทร 02-507-7783 หรือ 02-507-7786

untitled1.png

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศแจ้งความคืบหน้าโครงการ SMEs Pro-active ระยะที่ 3 ล่าสุดไฟเขียวผู้ประกอบการ SMEs กว่า 200 ราย เข้าร่วมงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติในต่างประเทศช่วงพ.ย.61-ก.พ.62 รวม 52 กิจกรรม เตรียมจับมือ 3 สภาฯ ลุยช่วยต่อ มุ่งผู้ประกอบการฐานราก ต่างจังหวัด และ Startup เผยผู้ผ่านคัดเลือกจะได้รับเงินสนับสนุน 2 แสนบาทต่อครั้ง

น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินโครงการ SMEs Pro-active ระยะที่ 3 ว่า เมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมการโครงการ ได้มีการประชุมและคัดเลือกผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SMEs) จำนวนกว่า 200 ราย โดยได้สนับสนุนให้เข้าร่วมงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติในต่างประเทศในช่วงเดือนพ.ย.2561-ก.พ.2562 จำนวนทั้งสิ้น 52 กิจกรรม เพื่อสร้างโอกาสในการขยายตลาดส่งออกให้กับผู้ประกอบการ SMEs ซึ่ง SMEs ที่ได้รับการสนับสนุนต่างยืนยันว่าประสบความสำเร็จและมีโอกาสในการขยายตลาดได้เพิ่มขึ้นจริง

ทั้งนี้ กรมฯ จะเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ SMEs Pro-active  เพื่อช่วยเหลือ SMEs ต่อ โดยจะร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย ในการให้ความช่วยเหลือและแนะนำสมาชิกในการเข้าร่วมโครงการ โดยล่าสุดได้ร่วมมือกับ ส.อ.ท. จัดหลักสูตรความรู้เบื้องต้นในการประกอบธุรกิจส่งออกออนไลน์และกิจกรรม workshop สำหรับผู้ประกอบการในภูมิภาค เพื่อเตรียมความพร้อมและขยายโอกาสให้แก่ผู้ประกอบการในต่างจังหวัด ซึ่งหลังจากสำเร็จหลักสูตรและมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์โครงการ สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการ SMEs Pro-active ได้ในทันที

“กรมฯ จะให้ความสำคัญกับการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ฐานราก ผู้ประกอบการที่อยู่ในต่างจังหวัด และ Startup โดยนอกจากการร่วมมือกับ 3 สภาฯ ที่เป็นพันธมิตรกับกรมฯ แล้ว ยังได้ร่วมมือกับสถาบันนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ Startup ที่อยู่ในฐานข้อมูลของ NIA และเตรียมการจัดหลักสูตรฝึกอบรมสำหรับกลุ่ม Tech Startup ที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์ในเวทีระดับนานาชาติ และยังมีแผนจะเพิ่มประเภทสมาชิกของกรมฯ ในกลุ่ม Startup ด้วย เพื่อให้มีฐานข้อมูลในการช่วยเหลือ”น.ส.บรรจงจิตต์กล่าว

สำหรับโครงการ SMEs Pro-active เป็นโครงการส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการ SMEs โดยโครงการจะสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและบริการ ในงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติในต่างประเทศและกิจกรรมที่สร้างโอกาสการค้าและเครือข่ายธุรกิจในต่างประเทศ โดยผู้ประกอบการสามารถสมัครเข้าร่วมงานด้วยตนเอง โดยเลือกตามกลยุทธ์การตลาดและความต้องการของแต่ละบริษัท หรือเลือกเข้าร่วมงานที่สอดคล้องกับประเภทสินค้าและธุรกิจบริการของตนเองได้ โดยได้รับวงเงินสนับสนุนสูงสุดรายละ 200,000 บาทต่อครั้ง
         
โดยผู้ประกอบการที่สนใจ สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการ SMEs Pro-active ได้ที่สภาที่ท่านเป็นสมาชิก (สภาอุตสาหกรรมฯ , สภาหอการค้าฯ และสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือฯ) และสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศ โทร 02-507-7783 หรือ 02-507-7786

***ติดตามข่าวสารพาณิชย์แบบฉับไว ส่งตรงถึงมือถือได้ที่ http://line.me/ti/p/%40uld0329i
***ติดตามข่าวสารพาณิชย์ ผ่านทวิตเตอร์ https://twitter.com/CNAOnlineTwit 

30254.jpg

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เตรียมเพิ่มสมาชิกกรมประเภท Startup ขยายฐานครอบคลุมผู้เริ่มต้นธุรกิจใหม่ ดันสมัครโครงการ SMEs Pro-active ระยะที่ 3 (ปีงบประมาณ 2562 - 2564) เชื่อมโยงความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน สานฝัน Startup สู่เวทีการเจรจาการค้าและ Pitching  ระดับโลก

นางวรรณภรณ์ เกตุทัต รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ รับลูก อธ. บรรจงจิตต์  ย้ำในที่ประชุม เมื่อเดือน ตุลาคม 2561ที่ผ่านมาว่า “ผู้ประกอบการ Startup ถือเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีความสำคัญยิ่งขึ้น ในปัจจุบัน และถือว่าเป็นโอกาสในโลกธุรกิจอนาคต” โดยการเพิ่มสมาชิกกรมประเภท Startup จะเป็นช่องทางส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ Startup ที่เป็นนิติบุคคลและเป็นสมาชิก Startup ของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) สามารถเข้าร่วมกิจกรรม/โครงการต่างๆ ที่กรมจัดขึ้นเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ หนึ่งในนั้นคือโครงการ  SMEs Pro-active ที่จัดต่อเนื่องเป็นระยะที่ 3 ซึ่งได้เพิ่มเติมกิจกรรม Business Matching/ Pitching รองรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจการค้าใหม่ๆ ตอบโจทย์ความเปลี่ยนแปลงในโลกการค้าปัจจุบัน   

โดย DITP มีแผนจับมือสถาบันนวัตกรรมแห่งชาตื NIA เสริมแกร่ง Startup แบบครบเครื่อง เตรียมจัดหลักสูตรฝึกอบรมให้  Startup  ที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์บนเวทีเจรจาการค้าและ Pitching ในต่างประเทศ ซึ่งหลังผ่านหลักสูตรอบรม Startup จากสถาบัน NEA และ NIA ดังกล่าวแล้ว สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการ SMEs Pro-active เพื่อขอรับการสนับสนุนในการเข้าร่วมกิจกรรม Business Matching/ Pitching บนเวทีเจรจาการค้าและ Pitching ระหว่างประเทศ  โดยผู้ประกอบการสามารถสมัครเข้าร่วมได้ 6 ครั้ง และขอรับวงเงินสนับสนุนได้สูงสุดถึงรายละ 200,000 บาท/ครั้ง
นอกจากนี้ DITP ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมฯ เตรียมเปิดตัวกิจกรรม workshop สัญจรเข้มข้นในต่างจังหวัดให้ผู้ประกอบการที่ผ่านอบรมหลักสูตรออนไลน์ความรู้เบื้องต้นในการประกอบธุรกิจส่งออก

             โดยเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs ฐานราก และขยายโอกาสให้ผู้ประกอบการในทุกระดับ  ภายใต้แคมเปญ “Local to Global” ซึ่งภายหลังจบหลักสูตรและมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์โครงการ

               สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการ SMEs Pro-active ได้ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ พัฒนาแบรนด์ของตนเอง ตลอดจนต่อยอดธุรกิจสู่ตลาดการค้าสากลอย่างเข้มแข็ง
*************************
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
14 พฤศจิกายน 2561

28938.jpg

บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เร่งปรับแผนกลยุทธ์รายสินค้าและบริการรับมือการส่งออกชะลอตัว มุ่งเน้นขยายโอกาสสินค้าและบริการไทยสู่ตลาดโลก   ชูธงยุทธศาสตร์ Local to Global สั่งการทูตพาณิชย์จับตา Trade War เร่งใช้วิกฤตให้เป็นโอกาส
สินค้าเกษตร/สินค้าอาหาร เป็นสินค้าที่สร้างรายได้และความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจพื้นฐานของไทย กรมจะเร่งผลักดันในตลาดหลักและตลาดใหม่ อาทิ  ประชาสัมพันธ์ข้าวไทยในสหรัฐฯ ผ่านสื่อ Social Media นำผู้ประกอบการเข้าร่วมงานสำคัญของโลก เช่น Sial ที่กำลังจัด 21-25 ต.ค. นี้ ที่ฝรั่งเศส เร่งเจาะตลาด organic โดยนำผู้เชี่ยวชาญสหรัฐฯ มkร่วมพัฒนาสินค้ากับ SMEs ไทยก่อนคัดเลือกไปแสดงในงาน Natural Product Expo West ที่สหรัฐฯในเดือนกันยายน ส่วนในประเทศ จะใช้งาน Thaifex ซึ่งเป็นงานที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียเร่งขยายตลาด นอกจากนี้จะผลักดันโครงการ SME Proactive ให้ผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมกิจกรรมทั้งงานแสดงสินค้า รวมถึงกิจกรรมด้าน Start up ทั่วโลก ทั้งนี้ จากการประเมินร่วมกับภาคเอกชน ในปี 2561 ไทยจะมียอดส่งออกอาหารรวม 19,800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และยังคงขยายตัวที่ร้อยละ 8

สินค้าไลฟ์สไตล์ มุ้งเน้นการสร้าง Brand  พัฒนาเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน ตามแนวทาง local to global  ใช้ผลิตผลจากท้องถิ่นสร้างสินค้ามูลค่าสูง ทั้งนี้ สินค้าไลฟ์สไตล์ คิดเป็น ร้อยละ 5 ของ มูลค่าส่งออก ประมาณ 11,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯในปี 2561 คาดว่าปีหน้ายังเติบโตได้ดีจาก อานิสสงค์จาก trade war โดยคาดว่าสินค้าไทยจะเป็นที่ต้องการมากขึ้นในสหรัฐฯ ทดแทนสินค้าจีน กิจกรรมที่สำคัญคืองานแสดงสินค้า STYLE ซึ่งเพิ่งเสร็จสิ้นลงเมื่อวานนี้ ได้รับผลสำเร็จอย่างดียิ่ง โดยกรมได้นำผู้ประกอบการเข้าร่วมจำนวน  1,073 ราย จำนวน 2,312 คูหา (ในประเทศ 923 ราย  ซึ่งมาจากต่างจังหวัก 397 ราย ต่างประเทศ 150 ราย ทั้งจาก จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ และ CLMV) ผลการเจรจาธุรกิจ 2,488 ล้านบาท (75 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) 
        
          สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศยังคงขยายตัวได้ดี จากการประชุมร่วมกับภาคเอกชนคาดว่าปีนี้กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าจะขยายตัวร้อยละ 5 มูลค่ารวม 24,600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ตลาดหลักได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐฯ เวียดนาม จีน และอินเดีย โดยมีตลาดเป้าหมายในการขยายการส่งออก ได้แก่ อาเซียน เอเชียใต้ รัสเซียและ CIS และตะวันออกกลาง ที่มีการก่อสร้างอาคารเพิ่มขึ้น กรมมีกำหนดจัดงาน Bangkok RHVAC 2019 & Bangkok E&E 2019 ระหว่างวันที่ 25 - 29 กันยายน 2562 เพื่อแสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและเครื่องใช้ไฟฟ้าของไทย ภายในแนวคิด One Stop Solution ซึ่งเป็นการแสดงความเข้มแข็งตลอดห่วงโซการผลิตรวมไว้ ณ จุดๆเดียว

สินค้ายานยนต์และชิ้นส่วน กระทรวงมีนโยบายในการสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์มุ่งสู่ S Curve  ตลาดที่น่าสนใจในปีหน้า ได้แก่ อาเซียน เอเชียใต้ แอฟริกา ลาตินอเมริกา ส่วนตลาดหลักในอเมริกาอาจจะได้รับผลกระทบจาก NAFTA 2.0 ซึ่งจะเพิ่ม local content จากร้อยละ 62 เป็นร้อยละ 75 ทั้งนี้ และออสเตรเลียซึ่งน่าจะผลกระทบทางบวกต่อการส่งออกไทย หลังจากที่ออสเตรเลีย ปิด 3 โรงงานประกอบรถยนต์ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ กรมฯจะมุ่งเน้นการปรับโครงสร้างการค้าสู่ภาคบริการตามนโยบาย 4.0
จากตัวเลขขององค์การการค้าโลก (WTO) ในปี 2560 ไทยส่งออกบริการมูลค่า 75,354 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นอันดับที่ 19 ของโลก และอันดับที่ 6 ของเอเชีย ธุรกิจบริการที่ไทยมีศักยภาพ อาทิเช่น

ธุรกิจร้านอาหารไทย ปัจจุบันมีร้าน Thai Select ทั่วโลก จำนวน 1,351 ร้าน เป็นแบบ  Premium 265 ร้าน แบบ Thai Select 1,086 ร้าน กระจายอยู่ในประเทศต่างๆ ทั้ง อเมริกา ยุโรป เอเชีย ทั้งนี้ ร้านอาหารไทย เป็นช่องทางการผลักดันสินค้าอาหาร เครื่องตกแต่งร้านอาหาร วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวไทย

ธุรกิจบริการ ก่อสร้าง/ตกแต่ง รวมถึง เครื่องประดับตกแต่งในอาคาร โรงแรม ห้างสรรพสินค้า  โดยเฉพาะธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง และธุรกิจ Event ตลอดจนธุรกิจเกี่ยวเนื่อง (ธุรกิจแลนด์สเคปหรือจัดสวน) กรมเร่งนำผู้ประกอบการเจาะโครงการขนาดใหญ่ เช่น World Expo 2020 (ดูไบ) และ Olympic 2020 (โตเกียว)  นอกจากนี้กรมใช้กลยุทธ์ในการเจาะกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เช่น อาเซียน เอเชียใต้ และแอฟริกา

ธุรกิจบริการ Digital Content  ตลาดดิจิทัลคอนเทนต์ไทยในปี 2559 (ล่าสุด) มีมูลค่า 2.4 หมื่นล้านบาท (727 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) และคาดว่าจะมีมูลค่าถึง 2.6 หมื่นล้านบาท (788 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) ในปี 2561 อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยปัจจัยการเติบโตมาจากการขยายตัวของสื่อดิจิทัลและด้านการผลิตของภาค อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ ตลาดสำคัญได้แก่ จีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และอาเซียน โดยกรมร่วมมือกับกระทรวงวัฒนธรรมต่อยอดการตลาด และเข้าร่วมงานแสดงสินค้า 15 งาน เช่น งาน AFM ในสหรัฐ Canes Film และงาน Documentary ใน ฝรั่งเศส และการ Matching ใน ฮ่องกง จีน ญี่ปุ่น อาเซียน เป็นต้น

ธุรกิจบริการ เสริมความงาม และการแพทย์ (Wellness)  รวมถึงสินค้าที่เกี่ยวข้องและสมุนไพร  มีรายได้จากต่างชาติ ไม่ต่ำกว่า 136,500 ล้านบาท (4,136  ล้านเหรียญสหรัฐฯ) สินค้าสปามีมูลค่าตลาด ประมาณ 1,300 ล้านบาท (40 ล้านเหรียญสหร้ฐฯ) ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง Wellness ของเอเชีย กรมมีแนวทางส่งเสริมในรูปแบบบูรณาการ เช่น ส่งเสริมธุรกิจสปาพร้อมสมุนไพร ครีมนวด เครื่องประดับตกแต่งสปา   ส่งเสริมธุรกิจมวยไทย พร้อมน้ำมันมวย สมุนไพร อาหารเสริม อุปกรณ์เครื่องใช้ กรมทำงานใกล้ชิดกับกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงเกษตร ในด้านการตลาด ปีหน้าจะมุ่งเน้นตลาดที่มีโอกาส ได้แก่ จีน CLMV ตะวันออกกลาง แอฟริกา

นอกจากนี้ อธิบดีบรรจงจิตต์ ยังได้สั่งการทูตพาณิชย์ทั่วโลกจับตาผลกระทบ/โอกาสจากสงครามการค้าโดยเฉพาะในจีน และสหรัฐฯ โดยให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เร่งพลิกวิกฤติเป็นโอกาส ติดตามผลกระทบเป็นรายสินค้า/รายบริษัท นอกจากนี้กรมจะร่วมหารือกับภาคเอกชนเพื่อประเมินสถานการณ์ส่งออกไตรมาสสี่ และปี 2562 เพื่อจะได้หามาตรการรองรับเป็นรายกลุ่มสินค้าหากได้รับผลกระทบต่อไป
**********************************
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
15 ตุลาคม 2561

content1.jpg

“บรรจงจิตต์” รับลูก รมว.พาณิชย์ สั่งลุยโครงการ SMEs Pro-active เปิดรับสมัคร SMEs และ Tech Startup ยื่นขอรับการสนับสนุน เพื่อสร้างโอกาสในการโกอินเตอร์ ยันพร้อมช่วยเหลือให้คำแนะนำเต็มที่ ระบุโครงการระยะ 3 ปรับเกณฑ์ง่ายขึ้นเพื่อให้ครอบคลุมรายย่อยและผู้ประกอบการต่างจังหวัด

น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า กรมฯ มีแผนที่จะเร่งรัดการจัดทำโครงการส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs Pro-active) ระยะที่ 3 (ปี 2562-64) ตามนโยบายของ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มีนโยบายในการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ผู้ประกอบการรายใหม่ในธุรกิจ Tech Startup และให้ลงลึกไปถึงผู้ประกอบการในส่วนภูมิภาค ได้มีโอกาสในการส่งออกและออกไปทำธุรกิจในตลาดต่างประเทศ

“ตอนนี้โครงการ SMEs Pro-active เริ่มแล้ว ผู้ประกอบการรายใดที่สนใจสามารถสมัครเข้ามาร่วมโครงการได้ โดยกรมฯ พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือสำหรับผู้ประกอบการมือใหม่ที่ยังไม่เคยออกไปทำตลาดต่างประเทศได้เรียนรู้และเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs ฐานราก และขยายโอกาสให้ผู้ประกอบการในทุกระดับ ในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและกิจกรรมเจรจาการค้าในต่างประเทศ (Business Matching และ Pitching/Startup) โดยไม่จำกัดว่าจะเป็นสินค้าหรือบริการอะไร แต่ถ้าเห็นว่ามีโอกาส กรมฯ ก็พร้อมสนับสนุน” น.ส.บรรจงจิตต์ กล่าว

น.ส.บรรจงจิตต์ กล่าวว่า โครงการ SMEs Pro-active ได้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์การสนับสนุนและเพิ่มเติมลักษณะกิจกรรมที่สนับสนุนของโครงการ เพื่อตอบสนองตามข้อคิดเห็นจากผู้ประกอบการในระยะที่ผ่านมา และยังได้ปรับปรุงให้โครงการมีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อสร้างโอกาสให้กับ SMEs ตั้งแต่ระดับฐานราก โดยได้ทำงานร่วมกับ 4 หน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทยในการดำเนินการ

สำหรับหลักเกณฑ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับการสนับสนุนง่ายขึ้น เช่น การเริ่มต้นนับสิทธิ์การเข้าร่วมตั้งต้นใหม่ (Set Zero) เพื่อเปิดโอกาสแก่ผู้ใช้สิทธิ์รายเก่าที่ใช้สิทธิ์ครบจำนวน จากระยะก่อนหน้า รวมถึงแก้ไขคุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการเป็นนิติบุคคลที่มีมูลค่าส่งออกเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี ไม่เกิน 500 ล้านบาท เพื่อขยายฐานการสนับสนุนให้ครอบคลุมผู้ประกอบการมากขึ้นในทุกระดับ

และยังได้เพิ่มโอกาสให้ผู้เริ่มต้นธุรกิจใหม่ ซึ่งส่งเสริมผู้ประกอบการผ่านกิจกรรมเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและบริการในต่างประเทศจำนวน 6 ครั้ง โดยได้รับวงเงินสนับสนุนสูงสุดรายละ 200,000 บาท และกิจกรรมสร้างโอกาสทางการค้าและเครือข่ายทางธุรกิจในต่างประเทศ ประกอบด้วยกิจกรรมเจรจาการค้า และกิจกรรมนำเสนอผลงาน เพื่อขายหรือระดมเงินทุน อาทิ การประกวดภาพยนตร์และสารคดีในต่างประเทศ จำนวน 6 ครั้ง และได้รับวงเงินสนับสนุนสูงสุดรายละ 200,000 บาท เป็นต้น

“เป้าหมายการจัดทำโครงการระยะที่ 3 ได้ตั้งเป้าสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้น มากกว่าค่าเฉลี่ยที่ทำได้จากโครงการระยะที่ 1 และ 2 โดยโครงการระยะที่ 1 (ปี 2556-58) ได้สนับสนุน ผู้ประกอบการกว่า 2,600 ราย เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการส่งออกรวมกว่า 269 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 8,600 ล้านบาท และโครงการระยะที่ 2 สนับสนุนผู้ประกอบการกว่า 1,747 ราย มูลค่าทางเศรษฐกิจจากการส่งออกรวมประมาณ 211 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 6,963 ล้านบาท” อธิบดี เผย

Image 1084.png

 

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2561 กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ร่วมกับภาคเอกชน (สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย) ลงนาม MOU สานต่อโครงการ SMEs Pro-active ระยะที่ 3 (ปีงบประมาณ 2562-2564) โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์) เป็นประธานในพิธี

สามารถสอบถามข้อมูลโครงการเพิ่มเติมได้ที่ https://smesproactive.ditp.go.th

Image 1081.png

โครงการ SMEs Pro-active เป็นโครงการที่มุ่งสนับสนุน SMEs ไทย ให้สามารถก้าวสู่ตลาดโลกได้อย่างมั่นใจ โดยสนับสนุนวงเงินสูงสุดครั้งละ 200,000 บาท จำนวนสิทธิ์ 6 ครั้ง สำหรับเข้าร่วมงานแสดงสินค้า (Overseas Trade Fair) และจำนวน 6 ครั้ง สำหรับเข้าร่วมกิจกรรม Business Matching/ Pitching

new-smes-pro-active004.jpg

 

ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี รวมไปถึงผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นธุรกิจ หรือ Start up ที่ต้องการขยายธุรกิจไปในต่างประเทศ โอกาสมาถึงแล้วนะคะ โดยกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับภาคเอกชน ได้เปิดโครงการ SMEs Pro-active ก้าวไกลสู่ตลาดโลก สนับสนุนผู้ประกอบการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติในต่างประเทศ และกิจกรรมทางการตลาดอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการสร้างเครือข่ายธุรกิจ เพิ่มศักยภาพการแข่งขันและขยายตลาดต่างประเทศ