ข่าว

ข่าวและกิจกรรม

rss

ข่าวและกิจกรรมเกี่ยวกับโครงการ SMEs Pro-active

210664 AW Final.jpg

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผย มูลค่าการนำเข้าของสหรัฐอเมริกาเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากปัจจัยด้านการขยายตัวของความต้องการบริโภคภายในประเทศ ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะการแจกจ่ายเงินช่วยเหลือให้กับชาวอเมริกัน คาดเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยในการเพิ่มมูลค่าและขยายตลาดส่งออก

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองไมอามี ให้ข้อมูลว่า ในช่วงเดือนมีนาคม 2564 สหรัฐฯ นำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.3 เป็นมูลค่าทั้งสิ้น 2.75 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 85.9 แสนล้านบาท) กลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าการนำเข้าสูงในช่วงดังกล่าว ได้แก่ ของเล่น เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน โทรศัพท์เคลื่อนที่ ยานยนต์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

โดยปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้มูลค่าการนำเข้าของสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่งสูงขึ้นมาจากแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ เป็นผลสืบเนื่องมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ปัจจุบันได้อนุมัติงบประมาณในการช่วยเหลือเยียวยารวมมูลค่าทั้งสิ้นราว 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 156 ล้านล้านบาท) ประกอบกับการเร่งดำเนินการแจกจ่ายวัคซีนให้กับประชาชน ทำให้หลายพื้นที่ในสหรัฐฯ เริ่มผ่อนคลายมาตรการป้องกันการแพร่ระบาด

ทั้งนี้ คาดว่าสหรัฐฯ จะเป็นประเทศแรกๆ ที่สามารถเปิดประเทศได้ภายในช่วงกลางปีนี้ ซึ่งน่าจะส่งผลให้ชาวอเมริกันกล้าที่จะจับจ่ายใช้สอยและมีความต้องการบริโภคสินค้าเพิ่มมากขึ้น ทำให้ความต้องการนำเข้าเพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าจากประเทศในแถบเอเชียรวมถึงประเทศไทย โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าในอุตสาหกรรมโรงแรมและการท่องเที่ยวเพื่อสนับสนุนแนวโน้มการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศของชาวอเมริกัน

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองไมอามี ยังให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมว่า สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกสำคัญที่สุดและมีขนาดใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของไทย คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 15 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ดังนั้น แนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในช่วงปลายปีนี้ น่าจะเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยในการเพิ่มมูลค่าและขยายตลาดส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าแฟชั่น และสินค้าอุตสาหกรรม เป็นต้น นอกจากนี้ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์สินค้าและเพิ่มโอกาสทางการค้า ผู้ประกอบการไทยสามารถขอรับการสนับสนุนจากโครงการ SMEs Pro-active ผ่านการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า/บริการในต่างประเทศ งานแสดงสินค้า/บริการเสมือนจริง หรือแพลตฟอร์มของผู้จัดงานแสดงสินค้าได้อีกด้วย

งานแสดงสินค้าในสหรัฐอเมริกาที่น่าสนใจ อาทิ (1) SEMA Show, Las Vegas งานแสดงสินค้าด้านยานยนต์ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-5 พฤศจิกายน 2564 (2) PLMA, Chicago งานแสดงสินค้าอาหาร สินค้าครัวเรือน และสินค้าสุขภาพและความงาม จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-16 พฤศจิกายน 2564 (3) International Contemporary Furniture Fair, New York งานแสดงสินค้าเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-15 พฤศจิกายน 2564 และ (4) American International Toy Fair, New York งานแสดงสินค้าของเล่น จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-22 กุมภาพันธ์ 2565 นอกจากนี้ ยังมีแพลตฟอร์มของผู้จัดงานแสดงสินค้า (Sourcing Marketplace) ที่น่าสนใจอีกด้วยเช่นกัน อาทิ (1) WPA 365 แพลตฟอร์มออนไลน์เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยง (2) SupplySide Network 365 แพลตฟอร์มออนไลน์เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์การเกษตร อาหาร และสินค้าเพื่อสุขภาพต่างๆ

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมงานแสดงสินค้าสามารถสมัครเข้าร่วม โครงการส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs Pro-active) โครงการที่ให้การสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ไทยเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและบริการในงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ ซึ่งสนับสนุนวงเงินในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและบริการในต่างประเทศ (Overseas Trade Fair) สูงสุด 200,000 บาทต่อครั้ง จำนวน 6 สิทธิ์ และยังสนับสนุนวงเงินในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเสมือนจริงในต่างประเทศ (Virtual Exhibition) สูงสุด 50,000 บาทต่อครั้ง จำนวน 6 ครั้ง ศึกษาข้อมูลและหลักเกณฑ์โครงการเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์โครงการฯ https://smesproactive.ditp.go.th/ หรือ Facebook Page: SMEs Pro-active by DITP สอบถามรายละเอียดได้ที่ 02-507-7783 หรือ 02-507-7786

230664 Final AW.jpg

ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่ต้องอาศัยการนำเข้าสินค้าอาหารประเภทต่างๆ สูงถึงร้อยละ 20 เนื่องจากไม่สามารถผลิตอาหารให้เพียงพอความต้องการบริโภคภายในประเทศได้ ซึ่งในแต่ละปี ฟิลิปปินส์นำเข้าสินค้าอาหารเฉลี่ย 3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี (ประมาณ 9.3 หมื่นล้านบาท) และมีแนวโน้มการนำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามอัตราการขยายตัวของประชากรที่เพิ่มขึ้นทุกปี

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมะนิลา ให้ข้อมูลว่า ในช่วงที่ผ่านมา แม้ตลาดอาหารพร้อมรับประทาน (Ready Meals) จะมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก แต่มีแนวโน้มการเติบโตเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากสภาพแวดล้อมของสังคมเมืองที่ขยายตัวหนาแน่นและวิถีชีวิตผู้คนที่เร่งรีบมากขึ้น รวมถึงพฤติกรรมและรูปแบบการรับประทานอาหารของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยต้องการความสะดวกสบายและใช้เวลาน้อยลง อาหารพร้อมรับประทานจึงสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคและเป็นที่ต้องการมากขึ้น

ในปี 2563 แม้จะเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ยอดจำหน่ายสินค้าอาหารพร้อมรับประทานมีมูลค่าถึง 3,887.3 ล้านเปโซ (ประมาณ 2,520.2 ล้านบาท) ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.4 จากปี 2562 และมีการคาดการณ์ถึงยอดจำหน่ายสินค้าอาหารพร้อมรับประทานว่า จะมีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นเรื่อยๆ ในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยในปี 2568 คาดว่า ยอดจำหน่ายสินค้าจะมีมูลค่า 5,363.9 ล้านเปโซ (ประมาณ 3,477.5 ล้านบาท) หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 34.16 โดยประเภทอาหารพร้อมรับประทานที่คาดว่าจะมียอดจำหน่ายสูงสุด 3 อันดับแรก คือ กลุ่มอาหารพร้อมรับประทานที่เก็บรักษาได้นาน (Shelf Stable Ready Meals) อาหารพร้อมรับประทานแช่แข็ง (Frozen Ready Meals) และอาหารพร้อมรับประทานแบบแห้ง (Dried Ready Meals)

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมะนิลา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ตลาดอาหารพร้อมรับประทาน (Ready Meals) ในฟิลิปปินส์เป็นกลุ่มที่น่าสนใจและมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น จึงเป็นโอกาสดีในการขยายการส่งออกสินค้าอาหารพร้อมรับประทานของไทย ที่ผ่านมา สินค้าไทยสามารถแข่งขันได้ดีเนื่องจากชาวฟิลิปปินส์ให้การยอมรับเรื่องคุณภาพมาตรฐานของสินค้าอาหารไทย โดยช่องทางในการส่งออกสินค้าอาหารพร้อมรับประทานมายังฟิลิปปินส์สามารถทำได้ผ่าน 3 ช่องทางหลัก คือ (1) ผ่านผู้นำเข้า/ผู้จัดจำหน่ายที่มีระบบกระจายสินค้าไปสู่ผู้ประกอบการค้าปลีกต่างๆ (2) ผ่านผู้ประกอบการร้านสะดวกซื้อชั้นนำที่มีระบบกระจายสินค้าเป็นของตนเอง (3) ผ่านกิจการค้าปลีกขนาดใหญ่ เช่น ซุปเปอร์มาร์เก็ต และไฮเปอร์มาร์เก็ต อย่างไรก็ตาม ก่อนเข้าสู่ตลาดผู้ประกอบการไทยควรศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ หรือเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในฟิลิปปินส์ เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าและพบปะผู้ประกอบการจากหลายๆ ประเทศซึ่งเป็นการสร้างโอกาสทางการค้าในอนาคตอีกด้วย

งานแสดงสินค้าด้านอาหารที่น่าสนใจ อาทิ งานแสดงสินค้า World Food Expo (Wofex) ณ กรุงมะนิลา, งานแสดงสินค้า Manila Food and Beverage Expo ณ เมืองปาไซ นอกจากนี้ ยังมีแพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ด้านอาหาร (Sourcing Marketplace) ที่น่าสนใจอีกด้วย ได้แก่ Saladplate, FHA Match เป็นต้น

ผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศสามารถสมัครเข้าร่วม โครงการส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือโครงการ SMEs Pro-active โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งสนับสนุนวงเงินในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและบริการในต่างประเทศ (Overseas Trade Fair) สูงสุด 200,000 บาทต่อครั้ง จำนวน 6 สิทธิ์ และยังสนับสนุนวงเงินในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเสมือนจริงในต่างประเทศ (Virtual Exhibition) สูงสุด 50,000 บาทต่อครั้ง จำนวน 6 ครั้ง สามารถตรวจสอบคุณสมบัติ ศึกษาข้อมูลและกิจกรรมในตลาดต่างประเทศที่ได้รับการรับรองได้ที่เว็บไซต์ https://smesproactive.ditp.go.th/ หรือ Facebook Page : SMEs Pro-active by DITP สอบถามรายละเอียดได้ที่ 02-507-7783 หรือ 02-507-7786

DG042.jpg

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ผลักดันผู้ประกอบการ SMEs ไทยเข้าร่วมงานแสดงสินค้า/บริการภายใต้โครงการ SMEs Pro-active แม้ส่วนใหญ่ผู้จัดงานปรับรูปแบบเป็นออนไลน์จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ยังได้ผลการตอบรับในเกณฑ์ที่ดี

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า งานแสดงสินค้า h+h Cologne ณ เมืองโคโลญจน์ ประเทศเยอรมนี งานแสดงสินค้าหัตถกรรมสิ่งทอและสินค้า DIY ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-28 มีนาคม 2564 เป็นหนึ่งในงานที่ผู้จัดงานได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบงานเป็นออนไลน์ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า โดยภายในงานมีผู้เข้าชมงานมากกว่า 3,500 ราย จาก 70 ประเทศทั่วโลก และมีผู้ประกอบการเข้าร่วมจัดแสดงสินค้ากว่า 100 บริษัท จุดเด่นสำคัญของงานในครั้งนี้ คือ แพลตฟอร์มออนไลน์ที่เน้นโอกาสในการสร้างเครือข่ายธุรกิจทางการค้า รวมถึงมีกิจกรรมเวิร์คช็อป (Work Shop) การสัมมนา และกิจกรรมพุดคุยแลกเปลี่ยนความคิดตลอดระยะเวลาการจัดงาน

บริษัท สปัน ซิลค์ เวิลด์ จำกัด (ผลิตและจัดจำหน่ายไหมปั่น/สิ่งทอ) ผู้ประกอบการไทยที่เข้าร่วมงาน h+h Cologne 2021 ในรูปแบบ Virtual Exhibition ภายใต้การสนับสนุนของโครงการ SMEs Pro-active ให้ข้อมูลว่า ผลตอบรับภาพรวมในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเสมือนจริงครั้งนี้ของบริษัทอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก ได้พบกับกลุ่มเป้าหมายภายในงาน และมีผลการเจรจาการค้าจนเกิดคำสั่งซื้อในอนาคต นอกจากนี้ แพลตฟอร์มออนไลน์ของงานยังช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการสร้างเครือข่ายธุรกิจทางการค้า สามารถค้นหารายชื่อผู้เข้าชมงาน และเจรจาธุรกิจผ่านทางช่องแชทได้โดยตรงอีกด้วย

ทั้งนี้ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในปี 2563 อุตสาหกรรมหัตถกรรมของประเทศเยอรมนีมียอดขายรวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 1.38 พันล้านยูโร (ประมาณ 52.60 พันล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.4 เมื่อเทียบกับปีก่อน เป็นโอกาสดีของผู้ประกอบการไทยกลุ่มสินค้าหัตถกรรมสิ่งทอในตลาดยุโรป แม้ว่าจะมีคู่แข่ง เช่น ประเทศจีน และประเทศตุรกี ในข้อได้เปรียบของราคา   แต่สินค้าของไทยยังคงเป็นที่ยอมรับในเรื่องของคุณภาพ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มตลาดยุโรปในปัจจุบันให้ความสำคัญในเรื่องของสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมากขึ้น ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรศึกษาเรื่องตรารับรองต่างๆ อย่างละเอียด เช่น ตรารับรองมาตรฐานการรีไซเคิล GRS ตรารับรองมาตรฐานสิ่งทอเกษตรอินทรีย์ GOTS เป็นต้น

ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วม โครงการส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือโครงการ SMEs Pro-active โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ซึ่งสนับสนุนวงเงินในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเสมือนจริงในต่างประเทศ (Virtual Exhibition) สูงสุด 50,000 บาทต่อครั้ง จำนวน 6 ครั้ง โดยสามารถตรวจสอบข้อมูลงานแสดงสินค้าเสมือนจริงในต่างประเทศ (Virtual Exhibition) ได้ที่บัญชีรายชื่องานแสดงสินค้า/บริการเสมือนจริงในต่างประเทศที่ได้รับการรับรอง (QVL) ในเว็บไซต์ https://smesproactive.ditp.go.th/ หรือติดตาม Facebook Page : SMEs Pro-active by DITP สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-507-7783 หรือ 02-507-7786

190564 AW Final.jpg

ภูมิภาคยุโรปมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านทั่วโลก ไม่เพียงแต่ในแง่ของการผลิต แต่ยังรวมถึงมูลค่าตลาดและการค้าระหว่างประเทศ การผสมผสานเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ากับมรดกทางวัฒนธรรมประเพณี อีกทั้งการบริโภคที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่กระตุ้นการเติบโตของตลาดเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านในยุโรป

  

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงบูดาเปสต์ เผยว่า ฮังการีถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีชื่อเสียงโดดเด่นด้านอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่ผลิตเพื่อการส่งออก แต่ในปัจจุบันการนำเข้าจากต่างประเทศเองนั้นก็มีแนวโน้มสูงขึ้น เมื่อเทียบกับการส่งออกในปี 2555 ถึง 2561 ที่เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 12 ในขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 100 อีกทั้งในปี 2563 ปริมาณการนำเข้าเฟอร์นิเจอร์เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 คิดเป็นมูลค่า 337.15 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (1.05 หมื่นล้านบาท)

สไตล์การตกแต่งบ้านที่เป็นที่นิยมและครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดในฮังการี ได้แก่ สไตล์สแกนดิเนเวีย (Scandinavian) ที่เน้นการใช้เฟอร์นิเจอร์จากธรรมชาติ ไม่ใช้สีฉูดฉาด อาจใช้สีอ่อนหรือเข้มก็ได้ และสไตล์มินิมอล (Minimalism) ที่เรียบง่าย ใช้เฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น คุมเฉดสีให้สว่าง เน้นความสบายตา ซึ่งปัจจัยที่ผู้บริโภคฮังการีตัดสินใจเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์นั้นมีเหตุผลหลักอยู่ 2 อย่าง คือ (1) การย้ายที่อยู่อาศัยตามการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต อาทิ การเปลี่ยนงาน การแต่งงาน โดยส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นทุกๆ 5-10 ปี และ (2) การเสื่อมสภาพและชำรุดตามอายุการใช้งาน โดยส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นทุกๆ 15-20 ปี

นอกจากนี้ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเวียนนา ยังให้ข้อมูลว่า ผู้บริโภคชาวออสเตรียนั้นให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตในบ้านและที่พักอาศัย จึงมักลงทุนกับการตกแต่งบ้านอยู่เสมอ และมีการปรับเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านตามเทศกาลสำคัญ โดยเฉพาะเทศกาลคริสมาสต์ ทั้งนี้ สภาพอากาศเดือนพฤษภาคมเริ่มอบอุ่นและกำลังเข้าสู่หน้าร้อน ชาวออสเตรียจึงนิยมจัดตกแต่งสวนและพื้นที่กลางแจ้ง ซึ่งเฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์ส่วนใหญ่จะเป็นเตาย่างบาร์บีคิว เตียงอาบแดด เปลและชิงช้า เป็นต้นโดยวัสดุที่ใช้จะต้องมีความเหมาะสมต่อสภาพอากาศและการใช้งาน เช่น ทนแดดทนฝน ระบายอากาศได้ดี และถ้าหากเป็นวัสดุจากธรรมชาติก็ยิ่งได้รับการตอบรับที่ดี

ทั้งนี้ ปัจจัยหลายๆ อย่างทั้งทรัพยากร ทักษะฝีมือ และศักยภาพของไทย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ คาดว่าจะทำให้สินค้าของไทยจะได้รับผลการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคทั้งในฮังการีและออสเตรีย และเพื่อเป็นการส่งเสริมช่องทางการส่งออกสินค้าเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าจะทำให้ผู้ประกอบการไทยสามารถพบปะกลุ่มเป้าหมาย ผู้ซื้อ อีกทั้งยังสร้างโอกาสทางการค้าและการเจรจาธุรกิจอีกด้วย

งานแสดงสินค้าเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านที่น่าสนใจ อาทิ Frühjahrsmesse เมืองอินส์บรุค ประเทศออสเตรีย จะจัดขึ้นในวันที่ 17 - 20 มีนาคม 2022 นอกจากนี้ ยังสามารถเข้าร่วมงานแสดงสินค้า/บริการเสมือนจริง (Virtual Exhibition) อาทิ Maison & Objet Digital Fair ประเทศฝรั่งเศส จะจัดขึ้นในวันที่ 9 – 13 กันยายน 2021 และ MIFF FURNIVERSE ประเทศมาเลเซีย จะจัดขึ้นในวันที่ 1 – 4 กันยายน 2021

ผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศสามารถสมัครเข้าร่วม โครงการส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือโครงการ SMEs Pro-active โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งสนับสนุนวงเงินในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและบริการในต่างประเทศ (Overseas Trade Fair) สูงสุด 200,000 บาทต่อครั้ง จำนวน 6 สิทธิ์ และยังสนับสนุนวงเงินในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเสมือนจริงในต่างประเทศ (Virtual Exhibition) สูงสุด 50,000 บาทต่อครั้ง จำนวน 6 ครั้ง สามารถตรวจสอบคุณสมบัติ ศึกษาข้อมูลและกิจกรรมในตลาดต่างประเทศที่ได้รับการรับรองได้ที่เว็บไซต์ https://smesproactive.ditp.go.th/ หรือ Facebook Page : SMEs Pro-active by DITP สอบถามรายละเอียดได้ที่ 02-507-7783 หรือ 02-507-7786

100564 AW Final.jpg

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยถึงแนวโน้มการบริโภคของผลไม้กระป๋องในประเทศจีน พร้อมทั้งคาดการณ์ว่าในปี 2564 จะอัตราการเติบโตสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งเป็นโอกาสดีของผู้ประกอบการไทยในการขยายตลาดผลิตภัณฑ์ผลไม้กระป๋องในประเทศจีน

ในปัจจุบัน กระแสการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพกลายเป็นแนวโน้มการบริโภคอาหารของชาวจีนและทั่วโลก เนื่องจากผู้บริโภคชาวจีนนั้นมีวิถีชีวิตที่เร่งรีบมากขึ้น ทำให้ตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพ และกังวลเกี่ยวกับคุณค่าโภชนาการของอาหารที่มีต่อสุขภาพ ประกอบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้ผลิตภัณฑ์อาหารกระป๋องได้เข้ามาตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวจีนได้เป็นอย่างดี

ปัจจัยในการเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์อาหารกระป๋องของผู้บริโภคชาวจีนส่วนใหญ่ ได้แก่ (1) ความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ ซึ่งควรมีเทคโนโลยีการฆ่าเชื้อที่ทันสมัย และบรรจุภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน (2) การเปิดเผยคุณค่าทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์อย่างชัดเจน (3) เก็บรักษาได้ง่าย และมีระยะเวลาหมดอายุที่ยาวนาน เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวจีนอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี แม้จะไม่ใช่ฤดูกาลผลไม้นั้นๆ ก็ตาม โดยผลไม้กระป๋องที่พบมากที่สุดในตลาดจีน ได้แก่ ส้ม สับปะรด ลิ้นจี่ ท้อ และลำไย เป็นต้น

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองชิงต่าว ให้ข้อมูลว่า ผลไม้กระป๋องยังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมอาหารประเภทเบเกอรี่ (Bakery) อาหารบุฟเฟ่ต์ (Buffet) และอาหารว่างสำหรับครัวเรือน ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการได้ทุกเพศทุกวัย จึงมีการคาดการณ์ว่า ความต้องการผลไม้กระป๋องจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต จึงเป็นโอกาสที่ดีของผู้ประกอบการไทยที่จะเข้ามาขยายตลาดผลิตภัณฑ์ผลไม้กระป๋องในจีน

ทั้งนี้ จากข้อมูลของสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ พบว่า การส่งออกผลไม้กระป๋องจากไทยไปยังจีนในปี 2563 มีมูลค่า 3,201.4 ล้านบาท และมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 17.22 ซึ่งถือเป็นการส่งออกที่มีมูลค่าและอัตราการเติบโตค่อนข้างสูง แสดงให้เห็นถึงความนิยมในการบริโภคผลไม้ของผู้บริโภคชาวจีนได้เป็นอย่างดี

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองชิงต่าว ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ผู้ประกอบการไทยสามารถนำเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์อาหารเข้ามาปรับใช้กับผลิตภัณฑ์ผลไม้กระป๋องให้ยังคงคุณค่าทางโภชนาการ สะอาด ปลอดภัย และควรมีการประชาสัมพันธ์สร้างความรู้จักแบรนด์ ซึ่งถือเป็นปัจจัยในการสร้างความเชื่อมั่น อีกทั้งพิจารณาการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าของจีนอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างการรับรู้ให้ครอบคลุมทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์อีกด้วย

อนึ่ง งานแสดงสินค้าด้านอาหารและผลิตภัณฑ์ผลไม้กระป๋องที่น่าสนใจในประเทศจีน อาทิ (1) งานแสดงสินค้า ANUFOOD China ณ เมืองเซินเจิ้น (2) งานแสดงสินค้า Canton Fair ณ เมืองกวางโจว และ (3) งานแสดงสินค้า FHC (Food and Hotel China) ณ นครเซี่ยงไฮ้ นอกจากนี้ ยังมีแพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ (Sourcing Marketplace) ที่น่าสนใจอีกด้วยเช่นกัน ได้แก่ Saladplate แพลตฟอร์มออนไลน์เกี่ยวกับสินค้าอาหาร & Virtual event ในรูปแบบเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซซึ่งให้บริการขายแบบธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B)

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมงานแสดงสินค้าสามารถสมัครเข้าร่วม โครงการส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs Pro-active) โครงการที่ให้การสนับสนุน  ผู้ประกอบการ SMEs ไทยเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและบริการในงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ พร้อมวงเงินสนับสนุนสูงสุด 200,000 บาท จำนวน 6 สิทธิ์ ศึกษาข้อมูลและหลักเกณฑ์โครงการเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์โครงการฯ https://smesproactive.ditp.go.th/ หรือ Facebook Page: SMEs Pro-active by DITP สอบถามรายละเอียดได้ที่ 02 507 7783 หรือ 02 507 7786

LOGO.jpg

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) อนุมัติผู้ประกอบการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า/บริการเสมือนจริง (Virtual Exhibition) ในการประชุมคณะกรรมการโครงการ SMEs Pro-active รอบพิเศษ เพื่อเสริมความเข้มแข็ง และช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการ SMEs ไทยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ได้จัดประชุมคณะกรรมการโครงการ SMEs Pro-active รอบพิเศษ ผ่านระบบออนไลน์ (VDO Conference) โดยที่ประชุมอนุมัติการสมัครขอรับการสนับสนุนเข้าร่วมงานแสดงสินค้า/บริการเสมือนจริงในต่างประเทศ (Virtual Exhibition) รวมทั้งสิ้น 5 กิจกรรม ผู้ประกอบการ 18 ราย วงเงินสนับสนุนรวม 900,000 บาท เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยยังสามารถขยายตลาดต่างประเทศได้แม้ในช่วงโควิด-19 ระลอกใหม่

งานแสดงสินค้า/บริการเสมือนจริงในต่างประเทศ (Virtual Exhibition) ที่โครงการ SMEs Pro-active ให้การสนับสนุน ประกอบไปด้วย งานแสดงสินค้าแบบดั้งเดิมที่ย้ายมาจัดในรูปแบบ Online ในช่วงสถานการณ์การระบาดของโควิด และแพลตฟอร์มการค้า (Sourcing Marketplace) ของผู้จัดงาน ซึ่งในการประชุมนัดพิเศษนี้ สนับสนุนผู้ประกอบการทั้งในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ความงาม อาทิ  (1) Natural Products Expo Virtual งานแสดงสินค้าด้านอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าเกษตรกรรมชั้นนำ ของสหรัฐอเมริกา (2) FHA Sweet & Snack (Food & Hotel Asia) งานแสดงสินค้าอาหาร เบเกอรี่ เครื่องดื่ม และสินค้าเกี่ยวกับโรงแรม ประเทศสิงคโปร์ (3) Beauty Online Trade Show งานแสดงสินค้ากลุ่มเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ความงามของมาเลเซีย (4) Saladplate แพลตฟอร์มออนไลน์เกี่ยวกับสินค้าอาหาร และ (5) Deltus B2B Beauty E-commerce Platform นำเสนอสินค้าและบริการในกลุ่มเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ความงามได้ตลอดทั้งปี

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ประธานในที่ประชุม กล่าวว่า “การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมนัดพิเศษ นอกปฏิทินโครงการ SMEs Pro-active เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการที่ประสงค์จะขยายตลาดในต่างประเทศในช่วงสถานการณ์ COVID-19 ผ่านช่องทาง Virtual Exhibition แม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ผู้ประกอบการไม่สามารถเข้าร่วมงานแสดงสินค้ารูปแบบเดิมที่จัดขึ้นในต่างประเทศได้ แต่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ยังมุ่งสนับสนุนทั้งงานแสดงสินค้า/บริการเสมือนจริงในต่างประเทศ (Virtual Exhibition) และแพลตฟอร์มการค้า (Sourcing Marketplace) ภายใต้โครงการ SMEs Pro-active และกิจกรรมออนไลน์ต่างๆ ของกรม ซึ่งผู้ประกอบการ SMEs สามารถสมัครขอรับการสนับสนุนได้แล้วตั้งแต่บัดนี้”

ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลและหลักเกณฑ์โครงการเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์โครงการฯ https://smesproactive.ditp.go.th/ หรือ Facebook Page : SMEs Pro-active by DITP สอบถามรายละเอียดได้ที่ 0-2507-7783 หรือ 0-2507-7786

DG02.jpg

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ปลื้มผลตอบรับของผู้ประกอบการ ในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเสมือนจริง (Virtual Exhibition) พร้อมดันเอสเอ็มอีไทยส่งออกผ่านงานแสดงสินค้า ภายใต้โครงการ SMEs Pro-active

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผย ผลตอบรับของผู้ประกอบการไทยที่ได้รับการอนุมัติเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเสมือนจริง (Virtual Exhibition) ภายใต้โครงการส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs Pro-active) ซึ่งงานปรับรูปแบบเป็นงานแสดงสินค้าออนไลน์ เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

บริษัท วินสิตา จำกัด หนึ่งในผู้ประกอบการไทยที่ได้รับการอนุมัติเข้าร่วมงานแสดงสินค้า Taipei International Cycle Online Show (Taipei Cycle) งานแสดงสินค้าจักรยานและชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งปกติจัดขึ้นในเมืองไทเป ไต้หวัน เมื่อวันที่ 3-31 มีนาคม 2564 ที่ผ่านมา ให้ข้อมูลว่า ผลตอบรับในภาพรวมของบริษัทอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ได้พบกับกลุ่มเป้าหมายภายในงาน และมีผลการเจรจาการค้าจนเกิดคำสั่งซื้ออีกด้วย

ทั้งนี้ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (DITP) ยังได้เข้าไปดำเนินการนัดหมายเจรจาการค้าให้ผู้ประกอบการ ประสานงานกับผู้จัดงานเกี่ยวกับวิธีการใช้งานระบบแสดงสินค้าแบบออนไลน์ และแนะนำผู้นำเข้าจากไต้หวันให้กับผู้ประกอบการไทยอีกด้วย ในภาพรวมผู้ประกอบการไทยที่เข้าร่วมงานแสดงสินค้าเสมือนจริง (Virtual Exhibition) พึงพอใจกับการเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ เนื่องจากการใช้ชีวิตแบบวิถีใหม่ (New Normal) ทำให้ผู้คนนิยมขี่จักรยานเพื่อหลีกเลี่ยงการเบียดเสียดในรถขนส่งมวลชนสาธารณะ อีกทั้งความตื่นตัวในการรักษาสุขภาพยังส่งผลให้กระแสความนิยมการขี่จักรยานเพิ่มมากขึ้น แม้ว่าผู้ประกอบการไม่ได้เจรจาธุรกิจการค้าหรือเสนอขายสินค้ากับผู้ที่สนใจแบบซึ่งหน้า แต่ยังได้ผลการตอบรับที่ดี สามารถช่วยสร้างยอดสั่งซื้อให้กับบริษัทเสมือนการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในรูปแบบเดิม

นอกจากงาน Taipei International Cycle Online Show (Taipei Cycle) แล้ว โครงการ SMEs Pro-active ยังได้มีการอนุมัติงานแสดงสินค้าเสมือนจริง (Virtual Exhibition) ในการประชุมครั้งที่ 1/2564 ที่ผ่านมา อีกทั้งหมด 4 กิจกรรม ได้แก่ (1) งาน DESIGN ASIA 2021 ประเทศสิงคโปร์ (2) งาน International Exhibition for Architecture & The Built Environment, ArchXpo ประเทศสิงคโปร์ (3) HKTDC International Sourcing Show 2021 ฮ่องกง (4) H+H Cologne ประเทศเยอรมนี เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยได้เข้าร่วมงานแสดงสินค้าภายในกลางปี 2564 นี้

ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วม โครงการส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือโครงการ SMEs Pro-active โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งสนับสนุนวงเงินในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเสมือนจริงในต่างประเทศ (Virtual Exhibition) สูงสุด 50,000 บาทต่อครั้ง จำนวน 6 ครั้ง โดยสามารถตรวจสอบข้อมูลงานแสดงสินค้าเสมือนจริงในต่างประเทศ (Virtual Exhibition) ได้ที่บัญชีรายชื่องานแสดงสินค้า/บริการเสมือนจริงในต่างประเทศที่ได้รับการรับรอง (QVL) ในเว็บไซต์ https://smesproactive.ditp.go.th/ หรือติดตาม Facebook Page : SMEs Pro-active by DITP สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 0 2507 7783 หรือ 0 2507 7786

ประชาสัมพันธ์ส่วนภูมิภาค-04.jpg

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ขยายหลักเกณฑ์โครงการ SMEs Pro-active เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า/บริการเสมือนจริงในต่างประเทศ (Virtual Exhibition) และกิจกรรมเจรจาธุรกิจในรูปแบบ Showroom ในช่วงการจัดงาน Fashion Week ในต่างประเทศ สมัครได้แล้วตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป  

นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่าในปี 2564 โครงการ SMEs Pro-active ได้ขยายหลักเกณฑ์ครอบคลุมงานแสดงสินค้า/บริการเสมือนจริงในต่างประเทศ หรือ Virtual Exhibition และกิจกรรมเจรจาธุรกิจในรูปแบบ Showroom ในช่วงการจัดงาน Fashion Week ในต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ SMEs ไทยมีโอกาสในการขยายสู่ตลาดต่างประเทศด้วยช่องทางที่หลากหลายมากขึ้น แม้ว่าจะมีภาวะวิกฤต COVID-19 ระลอกใหม่ 

ทั้งนี้ การสนับสนุนผู้ประกอบการเข้าร่วมงาน Virtual Exhibition สามารถเบิกจ่ายได้ตามจริง ไม่เกิน 50,000 บาท ต่อบริษัทต่อครั้ง 6 สิทธิ์ โดยค่าใช้จ่ายที่สนับสนุน ได้แก่ ค่าสมัครเข้าร่วมงานและค่าประชาสัมพันธ์/เข้าร่วมการเจรจาการค้า ส่วนกิจกรรมเจรจาธุรกิจในรูปแบบ Showroom ช่วงการจัดงาน Fashion Week ในต่างประเทศ เบิกจ่ายตามจริงได้ไม่เกิน 200,000 บาท 6 สิทธิ์ ค่าใช้จ่ายที่สนับสนุน ได้แก่ ค่าเข้าร่วมกิจกรรม ค่านำเสนอขายสินค้า และประชาสัมพันธ์

สามารถตรวจสอบคุณสมบัติ ศึกษาข้อมูลและกิจกรรมในตลาดต่างประเทศทีได้รับการรับรองได้ที่เว็บไซต์ https://smesproactive.ditp.go.th/ หรือ Facebook Page: SMEs Pro-active by DITP สอบถามรายละเอียดได้ที่ 0 2507 7783 หรือ 0 2507 7786

310364 AW ส่องกระแสการช็อปปิ้งสาวจีน.jpg

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัจจุบันประเทศจีนเปิดกว้างทางเศรษฐกิจมากขึ้น ผู้บริโภคชาวจีนจำนวนไม่น้อยมีกำลังซื้อค่อนข้างสูง ทำให้สินค้านำเข้าจึงเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้บริโภคในยุคของการยกระดับการบริโภคผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องศึกษาทำความเข้าใจกับพฤติกรรมของผู้บริโภคจีนที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเพื่อวิเคราะห์โอกาสในการเจาะตลาด และประเมินศักยภาพการแข่งขันของสินค้าไทยในสายตาของผู้บริโภคจีน

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองชิงต่าว โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) รายงานว่า พฤติกรรมการบริโภคของผู้หญิงเข้ามามีบทบาทในกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น ผู้หญิงจีนยุคใหม่ส่วนใหญ่รักอิสระและมีความต้องการบริโภคมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับรายงานแนวโน้มคุณภาพชีวิตของสาวจีนปี 2020 ของศูนย์วิจัยข้อมูลและการตลาดของจีน (CBNData) ระบุว่า ผู้หญิงจีนกว่าร้อยละ 97 เป็นผู้ตัดสินใจในการเลือกซื้อของในบ้าน และการบริโภคมีมูลค่าสูงถึง 10 ล้านล้านหยวน หรือประมาณ 47 ล้านล้านบาท ซึ่งรายได้เฉลี่ยต่อเดือนของผู้หญิงจีนจะอยู่ที่ 3,930 หยวน หรือประมาณ 18,700 บาท เมื่อพิจารณาค่าใช้จ่ายในการบริโภคแล้ว พบว่า เทรนด์และพฤติกรรมการบริโภคของผู้หญิงจีนยุคใหม่ มีดังนี้

เทรนด์ที่ 1 ผู้หญิงจีนยุคใหม่ใช้จ่ายเพื่อตนเอง และให้ความสำคัญกับการบริโภคเพื่อสร้างประสบการณ์ส่วนตัว

ผู้หญิงชาวจีนส่วนใหญ่เลือกใช้จ่าย หรือบริโภคเพื่อให้ตนเองมีความสุข แสวงหาชีวิตที่สะดวกสบาย โดยผลการสำรวจของบริษัทวิจัยการตลาดของจีน (iResearch) เปิดเผยว่า ผู้หญิงจีนยุคใหม่ร้อยละ 44 ให้ความสำคัญกับการบริโภคเพื่อสร้างประสบการณ์ส่วนตัวและยินดีที่จะจ่ายเพื่อให้ตนเองมีความสุข อีกทั้งส่วนใหญ่เปิดแอปพลิเคชันเพื่อเลือกดูสินค้าฟุ่มเฟือยโดยใช้เวลาประมาณ 3.4 วันต่อเดือน

เทรนด์ที่ 2 ผู้หญิงจีนส่วนใหญ่ใช้จ่ายในการซื้อผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณ

ผู้หญิงจีนร้อยละ 45 มีค่าใช้จ่ายในการซื้อผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณกว่า 3,000 หยวนต่อปี หรือประมาณ 14,250 บาทต่อปี และใช้เวลาในการดูแลผิวพรรณต่อวันประมาณ 20 นาที โดยพบว่า ผู้หญิงจีนวัย Gen Z ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่ดีและมีประสิทธิภาพในการดูแลผิวพรรณอย่างครบวงจร และศึกษาส่วนผสมและสูตรของผลิตภัณฑ์ก่อนที่จะเลือกซื้อ ซึ่งส่วนผสมสำหรับผลิตภัณฑ์บริเวณใบหน้าที่ผู้หญิงจีนให้ความสำคัญ ได้แก่ นิโคติน กรดอะมิโน และเซราไมด์ ตามลำดับ

เทรนด์ที่ 3 ผู้หญิงจีนนิยมเลือกซื้อเครื่องแต่งกายตามดาราหรือเน็ตไอดอลที่ตนเองชื่นชอบ

ผู้บริโภคกว่าร้อยละ 73 มีความยินดีที่จะจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าแฟชั่นตามดาราหรือเน็ตไอดอลที่ตนเองชื่นชอบ ซึ่งสอดคล้องกับมูลค่าและจำนวนผู้บริโภคเครื่องแต่งกายที่มีลักษณะเหมือนกับดาราในปี 2020 ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 1 เท่า ขณะที่เสื้อผ้าแฟชั่นแบบจีนและสินค้าที่มีทรัพย์สินทางปัญญา (IP) บนแพลตฟอร์ม Tmall ก็มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน

เทรนด์ที่ 4 ผู้หญิงจีนให้ความสำคัญและตระหนักในเรื่องสุขภาพมากขึ้น

ผู้หญิงร้อยละ 50 ออกกำลังกายมากกว่า 3 ครั้งขึ้นไปต่อสัปดาห์ โดยเฉพาะการออกกำลังกายที่บ้านเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น ในขณะที่รูปแบบการออกกำลังกายที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน ได้แก่ โยคะ อุปกรณ์ฟิตเนส แผ่นเกมเต้น และเครื่องลู่วิ่ง ตามลำดับ

เทรนด์ที่ 5 ผู้หญิงจีนในวัยที่กำลังมีครอบครัวจะให้ความสำคัญกับตนเองเป็นพิเศษ

ในช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ชาวจีนมักจะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการดูแลปกป้องตนเอง อาทิ ผลิตภัณฑ์ป้องกันท้องลายและแผลเป็น ค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูหลังคลอด การจัดการรูปร่างหลังคลอด โดยคุณแม่ชาวจีนกว่าร้อยละ 86 ยินดีที่จะลองผลิตภัณฑ์สำหรับแม่และเด็กที่ให้ความสะดวกสบายสูง ทำให้ผลิตภัณฑ์สำหรับแม่และเด็กที่มีนวัตกรรมสมัยใหม่ขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า อาทิ เครื่องปั้มนม 2 ข้างแบบสวมใส่ เป็นต้น

เทรนด์ที่ 6 ผู้หญิงจีนนิยมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รสผลไม้ที่มีกลิ่นและรสหวานมากขึ้น

ผู้หญิงชาวจีนเริ่มนิยมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รสผลไม้ที่มีกลิ่นและรสหวานมากขึ้น ซึ่งรสชาติของแอลกอฮอล์ผลไม้ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ได้แก่ พลัม พีช และส้มโอ นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้หญิงจีนมักจะเลือกซื้อเครื่องดื่มดังกล่าวจากรูปลักษณ์ภายนอก และเครื่องดื่มที่มีความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ต่ำ จะได้รับความนิยมมากกว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั่วไป

“ผู้หญิงจีนเป็นผู้บริโภคที่มีส่วนสำคัญในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและบริการมากขึ้นเรื่อยๆ มีกำลังซื้อสูง และตัดสินใจจับจ่ายได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น พฤติกรรมและรูปแบบการบริโภคของผู้หญิงจีนจึงถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ประกอบการไทยที่มีสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิงเป็นจำนวนมาก เบื้องต้นอาจอาศัยแพลตฟอร์ม หรือสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ ที่เป็นที่นิยมของผู้หญิงจีน เพื่อง่ายต่อการเจาะกลุ่มตลาดและลงทุนน้อย ซึ่งในระยะต่อมา หากผู้ประกอบการไทยเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของผู้หญิงจีนมากขึ้นแล้ว ก็สามารถพัฒนาแอปพลิเคชัน หรือช่องทางการตลาดอื่นๆ ที่อาจมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตและรูปแบบการบริโภคของผู้หญิงจีนมากขึ้น” สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองชิงต่าว ให้ข้อมูลเพิ่มเติม

ในประเทศจีนนั้นมีงานแสดงสินค้าจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีหลายงาน อาทิ (1) CHINA BEAUTY EXPO ณ เมืองเซี่ยงไฮ้ (2) Canton Fair ณ เมืองกวางโจว (3) China Beijing International Gifts,  Premium & Houseware Exhibition ณ กรุงปักกิ่ง เป็นต้น ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลและหลักเกณฑ์โครงการเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์โครงการ https://smesproactive.ditp.go.th/ หรือ Facebook Page : SMEs Pro-active by DITP สอบถามรายละเอียดได้ที่ 0 2507 7783 หรือ 0 2507 7786 ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

310364 AW ตลาดออร์แกนิกเยอรมัน.jpg

ถึงแม้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในยุโรปรวมถึงประเทศเยอรมนียังไม่มีท่าทีคลี่คลายลง แต่ก็ไม่อาจฉุดกระแสความนิยมของสินค้าออร์แกนิกในเยอรมนีได้ ซึ่งได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันชาวเยอรมัน และขับเคลื่อนการเติบโตในภาคธุรกิจอาหารที่สำคัญที่สุด

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) รายงานว่า  ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ผู้บริโภคในเยอรมันหันมาปรุงและรับประทานอาหารที่บ้านมากขึ้น อีกทั้งยังเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ตลาดสินค้าออร์แกนิกในเยอรมันเติบโตสูงสุดด้วยยอดขายในปี 2020 รวมทั้งสิ้น 14.99 พันล้านยูโร (ประมาณ 552.22 พันล้านบาท) อีกทั้ง ผู้บริโภคยังจับจ่ายสินค้าอาหารและเครื่องดื่มออร์แกนิกเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 22 เมื่อเทียบกับปี 2019 ทำให้ตลาดสินค้าออร์แกนิกขยับขึ้นมาครองส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 6.4 เติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่าของการขยายตัวในตลาดอาหารโดยรวมทั้งหมด

ทั้งนี้ ข้อมูลสนับสนุนจากกระทรวงเกษตรของเยอรมันยังระบุว่า ในปีที่แล้วมีจำนวนพื้นที่เพาะปลูกแบบอินทรีย์ในเยอรมนีเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.7 นั่นหมายความว่า “เกษตรกรสนใจการทำเกษตรอินทรีย์มากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น พวกเขาจึงสามารถตอบสนองความต้องการอาหารออร์แกนิกที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคชาวเยอรมันได้ดีขึ้น” นาง Julia Klöckner รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรกล่าว

สินค้าออร์แกนิกที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดในปี 2020 คือ เนื้อสัตว์ปีก เนื้อสัตว์ต่างๆ และแป้ง นอกจากนี้ เทรนด์วีแกน (Vegan) ทำให้ยอดขายนมทางเลือกเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 50 รวมถึงกลุ่มผักและผลไม้ซึ่งมียอดขายสูงกว่าปีก่อนหน้าร้อยละ 29 และ 25 ตามลำดับ และยอดขายของกลุ่มสินค้าสดอื่น ๆ เช่น ไส้กรอก ไข่ และผลิตภัณฑ์จากนม เพิ่มขึ้นร้อยละ 15-22 เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ การซื้อสินค้าออร์แกนิกผ่านช่องทางออนไลน์ก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก ซึ่งมียอดขายเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า เนื่องจากผู้บริโภคหลีกเลี่ยงการเดินทางไปข้างนอกเพื่อลดการติดเชื้อ และหันมาสั่งซื้อสินค้าทางออนไลน์เป็นจำนวนมากในเวลาเดียวกัน

“โครงการส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม” หรือ SMEs Pro-active โดย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการได้มีโอกาสขยายตลาดส่งออกสินค้า ด้วยการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยสามารถเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและบริการในต่างประเทศ (Overseas Trade Fair) ซึ่งครอบคลุมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าพื้นที่ ค่าคูหา ค่าประกันภัยในงาน ค่าประชาสัมพันธ์ และค่าเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ สูงสุดถึง 200,000 บาทต่อครั้งต่อบริษัท โดยงานแสดงสินค้าเกี่ยวกับอาหาร/เครื่องดื่ม และสินค้าออร์แกนิกในเยอรมนีที่น่าสนใจ อาทิ Fruit Logistica ที่เมืองเบอร์ลิน และ Anuga FoodTec ที่เมืองโคโลญจน์ นอกจากนี้ยังสนับสนุนการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเสมือนจริง (Virtual Exhibition) สูงสุดถึง 50,000 บาทต่อครั้งต่อบริษัท งานที่น่าสนใจ อาทิ BIOFACH eSPECIAL และ VIVANESS eSPECIAL เป็นต้น ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลและหลักเกณฑ์โครงการเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์โครงการ https://smesproactive.ditp.go.th/ หรือ Facebook Page : SMEs Pro-active by DITP สอบถามรายละเอียดได้ที่ 0 2507 7783 หรือ 0 2507 7786 ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

Recent Posts

Read More

Tags

#DITP #DITP-#SMEs-#SMEsPro-active #DITP-#SMEsPro-active-#SMEs #Fashionweek #Showroom #SME #SMEs #SMEs-#SMEsPor-active-#กร #SMEsProActive #SMEsPro-active #SMEsPro-active-#SMEs-#DITP #SMEsPro-active-#กร #VirtualExhibition #กร #การเจรจาธุรกิจ #งานแสดงสินค้า #งานแสดงสินค้าไฮบริด #ผู้ประกอบการSMEs-#อัญ #ส่งออก #ส่งออกต่างประเทศ #ส่งออกอินเดีย #อัญ DITP ditp-smes-pro-active- ditp-startup-Smes-pro-active FashionWeek Fashion-Week Plant-Based Showroom SMEs smesproactive smes-pro-active smes-pro-active- SMEsPro-active vdo VDO-Clip-แนะนำโครงการ-SMEs-Pro-active Virtual VirtualExhibition Virtual-Exhibition กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ การนำเข้าของสหรัฐอเมริกา การส่งออก กิจกรรม ขยายตลาด ข่าว แคนาดา งานแสดงสินค้า งานแสดงสินค้าญี่ปุ่น งานแสดงสินค้าเสมือนจริง เจาะตลาดจีน ช่วยเหลือเยียวยา ช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการ ซอส&เครื่องปรุงรส ตลาดเครื่องสำอาง ตลาดซอส ตลาดออร์แกนิก โตเกียว เนื้อสัตว์ที่ทำมาจากพืช แนวโน้มตลาด ประชุมรอบพิเศษ ผลไม้กระป๋อง ผู้ประกอบการ-SMEs เพิ่มมูลค่าและขยายตลาดส่งออก ฟิลิปปินส์ ภาพรวมธุรกิจอาหาร มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ยุโรป เยอรมัน ส่งเสริ ส่งออก ส่งออกแคนาดา ส่งออกจีน ส่งออกญี่ปุ่น ออสเตรเลีย อาหารที่ทำมาจากพืช อาหารพร้อมทาน อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน