ข่าว

ข่าวและกิจกรรม

rss

ข่าวและกิจกรรมเกี่ยวกับโครงการ SMEs Pro-active

1111.jpg

VNU Asia Pacific เชิญชวนเข้าร่วมสัมมนาออนไลน์ BYOND MOBILE WEBINAR ในหัวข้อ "5G and Future Mobility" 

    ซึ่งเกี่ยวกับเทคโนโลยี 5G ที่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตและเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์และการขนส่งในอนาคตที่จะมีความปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และชาญฉลาดกว่าเดิม  

วันที่ : วันพฤหัสบดีที่ 27 มกราคม 2565 

เวลา : 16.00 -17.00 น. 

ผ่านระบบ : Zoom Webinar  

สามารถเข้าร่วมลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ https://zoom.us/webinar/register/WN_S_kDpxR_TWyeI_zczx-EjQ หรือ Scan ตาม QR Code

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://www.byondmobile.asia/ หรือ โทร 021 116 611 ต่อ 251

 

ปกข่าว SMEs 54.jpg

ธันวาคม 64 : กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดประชุมคณะกรรมการโครงการ SMEs Pro-active ครั้งที่ 4/2564 (54) เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2564 ที่ผ่านมา เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการ SMEs ขยายช่องทางการค้ารูปแบบใหม่ๆ โดยเลือกกิจกรรมที่จะเข้าร่วมด้วยตนเองตามกลยุทธ์ทางการตลาดของบริษัท ซึ่งที่ประชุมมีมติอนุมัติการสนับสนุนผู้ประกอบการกว่า 100 ร้อย เข้าร่วม 50 กิจกรรมทั่วโลก วงเงินสนับสนุนรวม 18,860,000 บาท ครอบคลุมทั้งการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า/บริการในต่างประเทศ (Overseas Trade Fair) กิจกรรมสร้างโอกาสทางการค้าและเครือข่ายทางธุรกิจในต่างประเทศ  (Business Opportunities & Partnership : BOP) และงานแสดงสินค้า/บริการเสมือนจริงในต่างประเทศ (Virtual Exhibition) โดยประเภทสินค้าที่ได้รับการอนุมัติมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ สินค้าไลฟ์สไตล์ สินค้าอุตสาหกรรม และสินค้าอาหาร เป็นกิจกรรมในภูมิภาคอาเซียนมากที่สุดร้อยละ 35 รองลงมาเป็นภูมิภาคเอเชียตะวันออก ร้อยละ 27

งานแสดงสินค้า/บริการในต่างประเทศ (Overseas Trade Fair) ที่ได้รับการอนุมัติที่ได้รับความนิยมจากผู้ประกอบการ อาทิ (1) AMBIENTE, FRANKFURT ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี งานแสดงสินค้าเครื่องใช้ในครัวเรือนและสินค้ากลุ่ม LIFESTYLE ที่ใหญ่ที่สุดในโลก (2) ALIMENTARIA, BARCELONA ณ เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน งานแสดงสินค้าเกี่ยวกับอาหารและเครื่องดื่มระหว่างประเทศที่มีความสำคัญมากที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป (3) FOOD & HOTEL ASIA (FOOD & BEVERAGE) ณ ประเทศสิงคโปร์ เป็นงานแสดงสินค้าอาหาร เบเกอรี่ เครื่องดื่ม สินค้าเกี่ยวกับโรงแรม และบริการด้านอาหาร งานแสดงสินค้า/บริการเสมือนจริงในต่างประเทศ (Virtual Exhibition) ที่ได้รับการอนุมัติ อาทิ HKTDC.COM SOURCING แพลตฟอร์มของผู้จัดงานแสดงสินค้าที่รวบรวมสินค้าหลากหลายประเภท เพื่อเชื่อมต่อบริษัทของผู้ผลิตสินค้ากับคู่ค้าจากทั่วโลก และช่วยอำนวยความสะดวกในการเชื่อมโยงธุรกิจ รวมถึงเป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ กระตุ้นยอดขาย และการจับคู่ทางธุรกิจ 

ด้วยปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ยังคงส่งทบกระทบโดยตรงต่อการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ ที่ประชุมคณะกรรมการฯ เห็นชอบการขยายระยะเวลาในการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการที่ขอรับการสนับสนุนกิจกรรมภายใต้โครงการฯ ถึงเดือน มิถุนายน 2565 เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถยกเลิกการเข้าร่วมกิจกรรมโดยไม่เสียสิทธิ์ หรือเข้าร่วมงานโดยใช้เอเจนต์ ล่าม หรือผู้แทน เป็นผู้เข้าร่วมงานได้ 

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการค้าในต่างประเทศสามารถสมัครเข้าร่วม โครงการส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs Pro-active) โดยโครงการสนับสนุนการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า/บริการในต่างประเทศ (Overseas Trade Fair) วงเงินสนับสนุนสูงสุด 200,000 บาท จำนวน 6 ครั้ง กิจกรรมสร้างโอกาสทางการค้าและเครือข่ายธุรกิจในต่างประเทศ วงเงินสนับสนุนสูงสุด 200,000 บาท จำนวน 6 ครั้ง และงานแสดงสินค้า/บริการเสมือนจริงในต่างประเทศ (Virtual Exhibition) วงเงินสนับสนุนสูงสุด 50,000 บาท จำนวน 6 ครั้ง อีกด้วยเช่นกัน โดยการสมัครรอบที่ 1/2565 นี้จะปิดรับสมัครในวันที่ 20 มกราคม 2565 สามารถขอรับการสนับสนุนงานที่จัดขึ้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2565 - กันยายน 2565 

ศึกษาข้อมูลและงานแสดงสินค้าที่น่าสนใจและได้รับการรับรองจากโครงการฯได้ที่เว็บไซต์ https://smesproactive.ditp.go.th/ หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ 0-2507-7783 หรือ 0-2507-7786

Untitled3.png

โครงการ SMEs Pro-active ผนึกกำลังพันธมิตรรัฐ-เอกชน เสริมแกร่งผู้ประกอบการ SMEs ไทยขยายสู่ตลาดต่างประเทศ แนะนำมาตรการการเงินและช่องทางเสริมความรู้จากหลักสูตร NEA E-academy สมัครใช้ประโยชน์ได้ตั้งแต่บัดนี้ – กันยายน 65

กันยายน 2564   สมาคมธนาคารไทย หนึ่งในพันธมิตรของโครงการส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs Pro-active โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP)  ได้ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลังออก ‘มาตรการสินเชื่อฟื้นฟูเพิ่มเติม’ เพื่อช่วยเหลือเยียวยาและเสริมความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ประกอบด้วย การรักษาสภาพคล่องและเติมเงินใหม่ให้กับลูกหนี้ SMEs และลูกหนี้รายย่อย รวมถึงมาตรการสนับสนุนการแก้ไขหนี้เดิมอย่างยั่งยืน โดยผู้ประกอบการสามารถติดต่อขอรับบริการโดยตรงจากธนาคารพาณิชย์ที่เข้าโครงการ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

นอกจากมาตรการส่งเสริมตลาดและมาตรการทางการเงินแล้ว กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ยังให้บริการอบรมออนไลน์ (e-learning) ด้านการค้าระหว่างประเทศบนแพลตฟอร์ม E-academy โดยสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) ซึ่งมีหลักสูตรที่น่าสนใจและเหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบัน อาทิ การบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน การทำการค้าระหว่างประเทศในยุค New Normal เป็นต้น ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ https://e-academy.ditp.go.th โดยไม่มีค่าใช้จ่าย  

SMEs Pro-active เป็นโครงการที่ DITP ดำเนินการร่วมกับพันธมิตรภาคเอกชน ได้แก่ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย สนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ไทยเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและบริการในต่างประเทศได้ด้วยตนเอง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก แบ่งการสนับสนุน 3 รูปแบบ ได้แก่ การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและบริการในต่างประเทศ (Overseas Trade Fair) การเข้างานแสดงสินค้าเสมือนจริงในต่างประเทศ (Virtual Exhibition) และการเข้าร่วมกิจกรรมสร้างโอกาสทางการค้าและเครือข่ายธุรกิจในต่างประเทศ วงเงินสนับสนุนสูงสุด 200,000 บาทต่อครั้งต่อบริษัท โดยในโครงการระยะที่ 3 (ปี 2562-2565) อนุมัติผู้ประกอบการเข้าร่วมกิจกรรมไปแล้ว 2,022 ราย เข้าร่วมกิจกรรมในต่างประเทศ เกือบ 700 งาน

งานแสดงสินค้าและบริการที่มีผู้ประกอบการเข้าร่วมสูงสุด แบ่งกลุ่มตามประเภทสินค้าได้ ดังนี้ กลุ่มสินค้าอาหาร อาทิ Food & Hotel Asia ประเทศสิงคโปร์ Myanmar Foodbev  กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม อาทิ Automechanika Shanghai ประเทศจีน Cambodia Architect & Décor กลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ อาทิ Ambiente ประเทศเยอรมนี Maison & Objet ประเทศฝรั่งเศส กลุ่มสินค้าแฟชั่น อาทิ TEXWORLD ประเทศฝรั่งเศส MidEast Watch & Jewelry Show ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กลุ่มสินค้าสุขภาพและความงาม อาทิ China Beauty Expo ประเทศจีน Cambodia Health & Beauty Expo และกลุ่มธุรกิจบริการ อาทิ Mipcom, Cannes ประเทศฝรั่งเศส Myanmar Retail Sourcing Expo เป็นต้น

ผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมโครงการ SMEs Pro-active สามารถตรวจสอบคุณสมบัติ ศึกษาข้อมูลและงานแสดงสินค้าที่น่าสนใจและได้รับการรับรองจากโครงการฯ ได้ที่เว็บไซต์ https://smesproactive.ditp.go.th/ หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ 02-507-7783 หรือ 02-507-7786

200864 (Final) AW.jpg

ปฏิเสธไม่ได้ว่า พฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนในสังคมปัจจุบันนั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ทั้งรูปแบบการทำงาน การดำเนินชีวิต การรับประทานอาหาร โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลให้ผู้คนตระหนักถึงการให้ความสำคัญกับสุขภาพของตนเองมากขึ้น รวมถึงการบริโภคอาหารอย่างเหมาะสมเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครซิดนีย์ เปิดเผยว่า จากรายงานวิจัยล่าสุด A Healthier New Normal ชาวออสเตรเลียมีการปรับเปลี่ยนแนวคิดไปสู่การดูแลสุขภาพแบบองค์รวมโดยพิจารณาถึงคุณประโยชน์ที่จะได้รับจากการบริโภคอาหารมากขึ้น ซึ่งแนวโน้มทิศทางการบริโภคเพื่อสุขภาพของชาวออสเตรเลีย มีดังนี้

ทิศทางที่ 1 การดูแลสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ

การดำเนินชีวิตรูปแบบใหม่ (New Normal) ส่งผลให้ชาวออสเตรเลียมีแนวโน้มการบริโภคสินค้าที่ช่วยบำบัดทั้งด้านสุขภาพกายและจิตใจเพิ่มขึ้น โดยผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพกาย ร้อยละ 62 ระบุว่า ข้อมูลทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์มีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า ส่วนผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตใจได้มีผลทำให้สินค้าในกลุ่ม Indulgences เช่น ไอศกรีม เค้ก เป็นต้น และสินค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขยายตัวเพิ่มขึ้น

ทิศทางที่ 2 ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากพืช (Plant-Based) ได้รับความนิยมมากขึ้น

ผู้บริโภคออสเตรเลียนั้นให้ความสำคัญกับความสมดุลในการบริโภคอาหาร โดยลดการรับประทานอาหารจากเนื้อสัตว์ และเพิ่มการบริโภคผลิตภัณฑ์ที่ทำจากพืช (Plant-Based) โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์นมจากธัญพืช เช่น นมอัลมอนด์ นมถั่วเหลือง และนมข้าวโอ๊ตมีอัตราการขยายตัวอย่างมาก อีกทั้งในปัจจุบันผลิตภัณฑ์ที่ทำจากพืชก็มีหลากหลายรูปแบบที่ทำให้บริโภคง่ายและสะดวกขึ้น เช่น อาหารว่างและอาหารเสริมชนิดผง อาหารเช้าโปรตีนสูงผสมแร่ธาตุแบบพกพา โปรตีนแท่ง เป็นต้น

นอกจากนี้ การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ความต้องการซื้ออาหารสดโดยเฉพาะผักและผลไม้เพิ่มขึ้นร้อยละ 27 ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการสารอาหารจากธรรมชาติและคุณค่าโภชนาการสูง รวมถึงแนวโน้มการปรุงอาหารรับประทานเองที่บ้านเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ทิศทางที่ 3 แนวคิด ‘น้อยแต่มาก’ (Less is more) กำลังมาแรง

ในปัจจุบันผู้บริโภคออสเตรเลียมักเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติเด่นและไม่มีส่วนผสมของน้ำตาล เกลือ ไขมัน สารปรุงแต่งสี กลิ่นและรส ด้วยเหตุนี้มีผลทำให้ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มในออสเตรเลียปรับปรุงและพัฒนาสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าว เช่น การลดปริมาณน้ำตาล หรือการใช้สารแทนความหวานตามธรรมชาติ ส่งผลให้สินค้าประเภทน้ำตาลต่ำหรือไม่มีส่วนผสมของน้ำตาล (Less/No หรือ Reduce sugar) ขยายตัวถึงร้อยละ 17

กรมส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครซิดนีย์ ยังให้ข้อเสนอแนะสำหรับผู้ประกอบการไทยในการเจาะตลาดสินค้าเพื่อสุขภาพในช่วงการดำเนินชีวิตรูปแบบใหม่ (New Normal) ได้แก่ (1) เจาะเทรนด์ตลาดผู้บริโภคกลุ่มย่อย โดยเน้นขยายรายการสินค้าหลักและให้คำนึงถึงส่วนผสมเป็นสำคัญ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค (2) ทำความเข้าใจตลาดและกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน โดยนำเสนอคุณประโยชน์และส่วนผสมของสินค้าบนบรรจุภัณฑ์เพื่อกระตุ้นการรับรู้แก่กลุ่มเป้าหมาย (3) ใช้กลยุทธ์การร่วมมือกันทางการตลาดโดยจจับคู่กับแบรนด์ที่มีการเติบโตสูงหรือมีกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน เพื่อนำเสนอสินค้าอย่างหลากหลายมิติ

งานแสดงสินค้าเพื่อสุขภาพในออสเตรเลียที่น่าสนใจ อาทิ Fine Food Australia, Melbourne ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 8 - 11 มีนาคม 2565 และ Naturally Good Expo, Sydney ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 6 - 7 มิถุนายน 2565 เป็นต้น ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการ SMEs Pro-active ซึ่งสนับสนุนวงเงินในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและบริการในต่างประเทศ (Overseas Trade Fair) สูงสุด 200,000 บาทต่อครั้ง จำนวน 6 สิทธิ์ และยังสนับสนุนวงเงินในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเสมือนจริงในต่างประเทศ (Virtual Exhibition) สูงสุด 50,000 บาทต่อครั้ง จำนวน 6 ครั้ง สามารถตรวจสอบคุณสมบัติ ศึกษาข้อมูลและกิจกรรมในตลาดต่างประเทศที่ได้รับการรับรองได้ที่เว็บไซต์ https://smesproactive.ditp.go.th/ หรือ Facebook Page : SMEs Pro-active by DITP สอบถามรายละเอียดได้ที่ 02-507-7783 หรือ 02-507-7786

050864 (Final) AW.jpg

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า การส่งออกไทยในเดือนมิถุนายน 2564 มีมูลค่า 23,699.43 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 782,081.19 ล้านบาท) ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 43.82 สถิติใหม่สูงสุดรอบ 11 ปี โดยสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับเป็นหนึ่งในสินค้าที่มีอัตราการขยายตัวสูงถึงร้อยละ 90.48 โอกาสดีขยายการส่งออกไปยังจีนและสหรัฐอเมริกา

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองชิงต่าว เปิดเผยว่า การควบคุมการระบาดของไวรัสโควิด-19 ของจีนที่มีประสิทธิภาพส่งผลให้ความต้องการในการบริโภคภายในประเทศปรับตัวสู่ทิศทางที่ดีขึ้นทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าฟุ่มเฟือย ทำให้ภาพรวมของตลาดอัญมณีและเครื่องประดับเริ่มมีการเติบโตและมีแนวโน้มพัฒนาในทางที่ดีขึ้น

ภาพรวมในปี 2564 ตลาดสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับของจีนขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 48 หรือมีมูลค่าประมาณ 346,000 ล้านหยวน (ประมาณ 1.73 ล้านล้านบาท) ซึ่งสัดส่วนของการบริโภคสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับจากทั่วโลกของชาวจีนสูงถึงร้อยละ 70-75 เนื่องจากผู้บริโภคชาวจีนส่วนใหญ่ไม่สามารถเดินทางท่องเที่ยวในต่างประเทศได้ โดยผู้บริโภคกลุ่มมิลเลนเนียล (Millennials) ครองสัดส่วนถึงร้อยละ 70 และเลือกซื้อผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ช (E-Commerce) หรือแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นหลัก

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก ยังให้ข้อมูลว่า ความต้องการสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน เนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลสหรัฐฯ ประกอบกับการเร่งดำเนินการแจกจ่ายวัคซีนให้กับประชาชนทำให้หลายพื้นที่ในสหรัฐฯ เริ่มเข้าสู่สภาวะปกติ ส่งผลให้ชาวอเมริกันกล้าที่จะจับจ่ายใช้สอยและมีความต้องการบริโภคสินค้าเพิ่มมากขึ้น

โดยชาวอเมริกันมักนิยมเครื่องประดับที่มีเอกลักษณ์เฉพาะและสวมใส่ได้ทุกวัน เช่น แหวนร่วมสมัย แหวนที่ใส่ซ้อนกันหลายวง เป็นต้น อีกทั้งกลุ่มเครื่องประดับโลหะอย่างทองคำก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก รองลงมาคือทองคำขาวและทองคำสีชมพู นอกจากนี้ ตลาดเครื่องประดับสำหรับสุภาพบุรุษก็เป็นตลาดที่มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงที่ผ่านมา จากข้อมูลของ Euromonitor ระบุว่าในปี 2566 ตลาดเครื่องประดับสำหรับสุภาพบุรุษจะมีการขยายตัวถึง 6.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 217.8 พันล้านบาท) จึงเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างแบรนด์หรือเจาะตลาดนี้

การจำหน่ายสินค้าในช่องทางอีคอมเมิร์ช (E-Commerce) มีแนวโน้มที่จะขยายตัวอย่างก้าวกระโดด ผู้ประกอบการไทยควรคำนึงถึงการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านทาง Social Media หรือผู้ทรงอิทธิพลในแต่ละแพลตฟอร์มซึ่งสามารถช่วยในเรื่องการเจาะตลาดและขยายกลุ่มลูกค้าได้เป็นอย่างมาก สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก เสนอแนะเพิ่มเติม เช่นเดียวกับประเทศจีนโดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองชิงต่าว ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันด้วยอิทธิพลของเทคโนโลยีต่างๆ ผู้บริโภคชาวจีนมักจะค้นหาข้อมูล เปรียบเทียบราคาจากอินเทอร์เน็ตก่อนการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าซึ่งถือเป็นปัจจัยที่ท้าทายสำหรับผู้ประกอบการไทยที่ควรคำนึงถึงและติดตามพฤติกรรมของผู้บริโภค ตลอดจนปรับปรุงพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้โดดเด่นตามกระแสความนิยมของกลุ่มลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว

งานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่น่าสนใจ อาทิ (1) Jewelry Shanghai ณ นครเซี่ยงไฮ้, จีน (2) งาน China International Jewellery Fair ณ กรุงปักกิ่ง, จีน (3) งาน Jewellery & Gem ASIA Hong Kong ณ เมืองฮ่องกง, จีน (4) งาน JCK Las Vegas ณ เมืองลาสเวกัส, สหรัฐอเมริกา (5) งาน ASD Market Week ณ เมืองลาสเวกัส, สหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ มีแพลตฟอร์มออนไลน์ที่สามารถเข้าร่วมงานได้โดยไม่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ เช่น HKTDC International Sourcing Show เป็นต้น

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมงานแสดงสินค้าสามารถสมัครเข้าร่วม โครงการส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs Pro-active) โครงการที่ให้การสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ไทยเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและบริการในงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ ซึ่งสนับสนุนวงเงินในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและบริการในต่างประเทศ (Overseas Trade Fair) สูงสุด 200,000 บาทต่อครั้ง จำนวน 6 สิทธิ์ และยังสนับสนุนวงเงินในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเสมือนจริงในต่างประเทศ (Virtual Exhibition) สูงสุด 50,000 บาทต่อครั้ง จำนวน 6 ครั้ง ศึกษาข้อมูลและหลักเกณฑ์โครงการเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์โครงการฯ https://smesproactive.ditp.go.th/ หรือ Facebook Page: SMEs Pro-active by DITP สอบถามรายละเอียดได้ที่ 02-507-7783 หรือ 02-507-7786

200864 (Final) Infographic.jpeg

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) แนะ 2 มาตรการเยียวยาผู้ประกอบการ SMEs ได้แก่ “มาตรการสินเชื่อฟื้นฟู” ของธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมกับกระทรวงการคลัง และ “มาตรการทางศุลกากร” ของกรมศุลกากรเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19

สมาคมธนาคารไทย หนึ่งในพันธมิตรของโครงการส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs Pro-active) โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ได้เสนอ ‘มาตรการสินเชื่อฟื้นฟู’ เพื่อช่วยเหลือเยียวยาและเสริมความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 วงเงินรวม 250,000 ล้านบาท ซึ่งดำเนินการโดยธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลังร่วมกับธนาคารพาณิชย์ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ ลดผลกระทบการจ้างงานและฟื้นฟูการประกอบธุรกิจ โดยจุดเด่นของ ‘มาตรการสินเชื่อฟื้นฟู’ นั้น ได้แก่ (1) สำหรับลูกหนี้เดิม วงเงินกู้ไม่เกิน 30% สูงสุดไม่เกิน 150 ล้านบาท (2) สำหรับลูกหนี้ใหม่ วงเงินกู้สูงสุด 20 ล้านบาท (3) อัตราดอกเบี้ยต่ำ อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 2 ปีแรก ไม่เกิน 2% ต่อปี (4) ยกเว้นดอกเบี้ย 6 เดือนแรก (5) ผ่อนชำระได้นานถึง 5 ปี

ทั้งนี้ วงเงินสินเชื่อ หลักเกณฑ์การพิจารณา และเงื่อนไขอื่นๆ เป็นไปตามข้อกำหนดของแต่ละธนาคาร ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถติดต่อขอรับบริการได้โดยตรงจากธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วมมาตรการ

นอกจากนี้ กรมศุลกากรได้กำหนด ‘มาตรการทางศุลกากร’ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ดังนี้

(1) การลดเงินเพิ่มเหลือร้อยละ 0.25 ต่อเดือนของอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม กรณีที่ผู้นำเข้าหรือผู้ส่งออกชำระอากรไว้ไม่ครบถ้วน โดยไม่ได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงและได้นำเงินอากรมาชำระต่อกรมศุลกากร ภายในวันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2564 จะได้รับการลดเงินเพิ่มเหลือร้อยละ 0.25 ต่อเดือนของอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม

(2) การงดเบี้ยปรับ กรณีที่ผู้นำเข้าหรือผู้ส่งออกไม่เสียอากรภายในกำหนด โดยไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงและได้นำเงินอากรมาชำระต่อกรมศุลกากร ภายในวันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2564 จะได้รับการงดเบี้ยปรับ

(3) การเพิ่มเติมประเภทหลักประกันในการขอทุเลาการเสียอากร กรณีที่ผู้ขอทุเลายื่นคำขอทุเลาการเสียอากร ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม – 30 กันยายน 2564 สามารถยื่นหลักประกันประเภท (1) หนังสือประกันตนเองของนิติบุคคล หรือ (2) หนังสือค้ำประกันของธนาคารฉบับเดิมสำหรับใบขนส่งสินค้าที่วางประกันด้วยหนังสือค้ำประกันในขั้นผ่านพิธีการศุลกากรไว้แล้ว เพิ่มเติมได้

(4) การลงทะเบียนผ่านระบบทะเบียนผู้มาติดต่อออนไลน์ทาง Customs Trader Portal เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนให้สามารถลงทะเบียนออนไลน์ได้ โดยไม่ต้องเดินทางและไม่ต้องให้ตัวแทนนำบัตรประชาชนหรือหนังสือเดินทางฉบับจริงมาแสดงที่หน่วยบริการรับลงทะเบียน ผู้ประกอบการสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.customs.go.th หรือ สายด่วน 1164

ทั้งนี้ โครงการส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs Pro-active) เป็นโครงการที่ให้การสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ไทยเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและบริการในต่างประเทศได้ด้วยตนเอง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก โดยสนับสนุนการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและบริการในต่างประเทศ (Overseas Trade Fair) วงเงินสนับสนุนสูงสุด 200,000 บาทต่อครั้ง จำนวน 6 ครั้ง และการเข้างานแสดงสินค้าเสมือนจริงในต่างประเทศ (Virtual Exhibition) วงเงินสนับสนุนสูงสุด 50,000 บาทต่อครั้ง จำนวน 6 ครั้ง รวมถึงสนับสนุนการเข้าร่วมกิจกรรมสร้างโอกาสทางการค้าและเครือข่ายธุรกิจในต่างประเทศ วงเงินสนับสนุนสูงสุด 200,000 บาทต่อครั้ง จำนวน 6 ครั้งเช่นกัน สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจ สามารถศึกษาข้อมูลและหลักเกณฑ์โครงการเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://smesproactive.ditp.go.th/ หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ 02-507-7783 และ 02-507-7786

AW Final.png

ปี 2564 - สถานการณ์ส่งออกไทยเดือนพฤษภาคม ขยายตัวสูงสุดรอบ 11 ปี ถึงร้อยละ 41.59 มีมูลค่าส่งออก 23,057.91 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 739,017.54 ล้านบาท) ซึ่งเป็นผลจากการดำเนินงานตามแผนส่งออกของกระทรวงพาณิชย์ ผนวกกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ รวมถึงการระดมฉีดวัคซีนทั่วโลก ทั้งนี้ ภาพรวมการส่งออกไทย 5 เดือนแรก ขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 10.78 สะท้อนการเติบโตฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรที่ขยายตัวได้มากที่สุด

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า สินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงเป็นหนึ่งในกลุ่มสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรที่ขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง ถึงร้อยละ 24 ในทุกตลาดการส่งออก รวมถึงตลาดฮ่องกง โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง ให้ข้อมูลว่า ตลาดสัตว์เลี้ยงในฮ่องกงเป็นตลาดพรีเมียม (Premium) ที่มีศักยภาพและโอกาสเติบโตสูง เนื่องจากข้อจำกัดด้านพื้นที่พักอาศัยทำให้ชาวฮ่องกงที่มีสัตว์เลี้ยงเป็นผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อระดับกลางถึงสูง โดยส่วนใหญ่นิยมเลี้ยงสุนัขแมว นก ปลาสวยงาม รวมถึงสัตว์เลื้อยคลานก็เป็นที่นิยมเช่นเดียวกัน

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2561-2563) การนำเข้าอาหารสัตว์เลี้ยงจากทั่วโลกของฮ่องกง มีมูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 2563 คิดเป็นมูลค่า 216.37 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 6,934.77 ล้านบาท) ซึ่งแหล่งนำเข้าที่สำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ไทย ญี่ปุ่น แคนาดา และจีน โดยฮ่องกงนำเข้าอาหารสัตว์เลี้ยงจากไทย คิดเป็นมูลค่า 19.64 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 629.47 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.54

นอกจากนี้ แนวโน้มการขยายตัวของบริการที่เกี่ยวข้องกับสัตว์เลี้ยง อาทิ คลินิกรักษาโรค การบริการดูแลตัดขนและตัดเล็บ หรือร้านขายอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยงนั้นยังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งช่องทางการจำหน่ายสินค้าสัตว์เลี้ยงในฮ่องกง (Market Channel) ก็มีหลากหลายช่องทางมากขึ้น โดยเฉพาะร้านสัตว์เลี้ยง (Pet Shop) และการขายออนไลน์ หรือ E-Commerce เป็นช่องทางการจำหน่ายที่มีสัดส่วนมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 63.8 และร้อยละ 18.8 ตามลำดับ

ทั้งนี้ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันชาวฮ่องกงมีความต้องการสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงที่ปลอดสารเคมี หรือใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการผลิตสินค้าให้มีคุณภาพและปลอดภัย รวมถึงสินค้าอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกัญชง/กัญชา (CBD) เพื่อใช้ในการผ่อนคลาย หรือลดความเจ็บป่วยของสัตว์เลี้ยงก็ได้รับความสนใจมากขึ้น ผู้ประกอบการไทยควรศึกษาและติดตามแนวโน้มของธุรกิจ เพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ ซึ่งการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า/บริการในต่างประเทศก็เป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มโอกาสทางการค้าและเพิ่มมูลค่าการส่งออกของไทยอีกด้วย

งานแสดงสินค้าเกี่ยวกับอาหารสัตว์เลี้ยงที่น่าสนใจ ได้แก่ (1) งาน Pet Fair Asia ณ เมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน (2) งาน China International Consumer Products Expo ณ เมืองไห่หนาน ประเทศจีน นอกจากนี้ยังมีแพลตฟอร์มออนไลน์ที่น่าสนใจ เช่น HKTDC International Sourcing Show และ Saladplate เป็นต้น

ผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศสามารถสมัครเข้าร่วม โครงการส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือโครงการ SMEs Pro-active โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งสนับสนุนวงเงินในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและบริการในต่างประเทศ (Overseas Trade Fair) สูงสุด 200,000 บาทต่อครั้ง จำนวน 6 สิทธิ์ และยังสนับสนุนวงเงินในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเสมือนจริงในต่างประเทศ (Virtual Exhibition) สูงสุด 50,000 บาทต่อครั้ง จำนวน 6 ครั้ง สามารถตรวจสอบคุณสมบัติ ศึกษาข้อมูลและกิจกรรมในตลาดต่างประเทศที่ได้รับการรับรองได้ที่เว็บไซต์ https://smesproactive.ditp.go.th/ หรือ Facebook Page : SMEs Pro-active by DITP สอบถามรายละเอียดได้ที่ 02-507-7783 หรือ 02-507-7786

050764 BG-01 Final-1.jpg

กรกฎาคม 64 : กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดประชุมคณะกรรมการโครงการ SMEs Pro-active ครั้งที่ 2/2564 (51) เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการ โดยที่ประชุมมีมติอนุมัติการสมัครขอรับการสนับสนุนผู้ประกอบการ 20 กิจกรรม ผู้ประกอบการ 44 ราย วงเงินสนับสนุนรวม 7,300,000 บาท ครอบคลุมทั้งการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า/บริการในต่างประเทศ (Overseas Trade Fair) และงานแสดงสินค้า/บริการเสมือนจริงในต่างประเทศ (Virtual Exhibition) โดยประเภทสินค้าที่ได้รับการอนุมัติมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ สินค้าไลฟ์สไตล์ สินค้าอุตสาหกรรม และสินค้าแฟชั่น เป็นกิจกรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกมากที่สุด ร้อยละ 45 รองลงมาเป็นอาเซียน ร้อยละ 27

งานแสดงสินค้า/บริการในต่างประเทศ (Overseas Trade Fair) ที่ได้รับการอนุมัติที่น่าสนใจ ได้แก่ (1) Hong Kong Mega Show ณ เมืองฮ่องกง ประเทศจีน งานแสดงสินค้าซึ่งรวบรวมซัพพลายเออร์ (Supplier) ชั้นนำของเอเชีย สำหรับสินค้าไลฟ์สไตล์ ของขวัญ ของตกแต่งบ้าน ของใช้ในห้องครัวและห้องอาหาร รวมไปถึงของเล่น ของใช้สำหรับเด็ก และอุปกรณ์กีฬา (2) Automechanika Shanghai ณ นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน งานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมยานยนต์ที่สำคัญในประเทศจีน ซึ่งภายในงานมีการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการและกิจกรรมเจรจาธุรกิจอีกด้วย (3) Fashion World Tokyo ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น งานแสดงสินค้าแฟชั่นที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งรวมมืออาชีพในอุตสาหกรรมแฟชั่นไว้มากมาย ยังมีงานแสดงสินค้า/บริการเสมือนจริงในต่างประเทศ (Virtual Exhibition) ที่ได้รับการอนุมัติ ได้แก่ (1) FHA Fine Foods (Food & Hotel Asia, Singapore) ประเทศสิงคโปร์ งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มระดับนานาชาติ (2) Virtual Exhibition Architect and Decor Platform ประเทศกัมพูชา งานแสดงสินค้าสำหรับอุตสาหกรรมการก่อสร้าง และวัสดุตกแต่งบ้าน

นอกจากนี้ สมาคมธนาคารไทยหนึ่งในพันธมิตรของโครงการ SMEs Pro-active ได้ประชาสัมพันธ์มาตรการทางการเงินเพื่อช่วยเหลือเยียวยาและเสริมความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 วงเงินรวม 350,000 ล้านบาท ประกอบด้วย 2 มาตรการ ได้แก่ มาตรการสินเชื่อฟื้นฟู และมาตรการพักทรัพย์ พักหนี้ ซึ่งครอบคลุมทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถติดต่อขอรับบริการได้โดยตรงจากธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วมมาตรการ

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมงานแสดงสินค้าสามารถสมัครเข้าร่วม โครงการส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs Pro-active) โครงการที่ให้การสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ไทยเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและบริการในงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ โดยสนับสนุนการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า/บริการในต่างประเทศ (Overseas Trade Fair) วงเงินสนับสนุนสูงสุด 200,000 บาท จำนวน 6 ครั้ง และงานแสดงสินค้า/บริการเสมือนจริงในต่างประเทศ (Virtual Exhibition) วงเงินสนับสนุนสูงสุด 50,000 บาท จำนวน 6 ครั้ง อีกทั้งยังสนับสนุนการเข้าร่วมกิจกรรมสร้างโอกาสทางการค้าและเครือข่ายธุรกิจในต่างประเทศ วงเงินสนับสนุนสูงสุด 200,000 บาท จำนวน 6 ครั้งอีกด้วยเช่นกัน ศึกษาข้อมูลและหลักเกณฑ์โครงการเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://smesproactive.ditp.go.th/ หรือ Facebook Page: SMEs Pro-active by DITP สอบถามรายละเอียดได้ที่ 02-507-7783 หรือ 02-507-7786

Final AW.jpg

ประเทศมาเลเซียถือเป็นตลาดสินค้าเครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคมีกำลังการซื้อสูงประเทศหนึ่งในอาเซียน ประกอบกับกระแสความใส่ใจสุขภาพและความงามที่เพิ่มขึ้นทั้งในกลุ่มผู้บริโภคหญิงและชาย รวมถึงอิทธิพลจากสื่อดิจิทัลและเทคโนโลยีต่างๆ ที่ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าเครื่องสำอางได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะผู้บริโภคในกลุ่มวัยรุ่นและวัยเริ่มทำงาน

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เปิดเผยว่า การนำเข้าเครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์ของมาเลเซียในปี 2563 มีมูลค่า 1,568.13 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 50,180.16 ล้านบาท) ลดลงร้อยละ 11.76 เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2564 (ม.ค. – เม.ย.) มาเลเซียนั้นมีการนำเข้าสินค้าจากเกือบทุกประเทศเพิ่มขึ้น โดยมาเลเซียนำเข้าสินค้าจากไทยเป็นอันดับ 4 ร้อยละ 11.60 ของการนำเข้าทั้งหมด รองจากจีน ร้อยละ 12.37 สิงคโปร์ ร้อยละ 12.32 และสหรัฐอเมริกา ร้อยละ 12.12 ตามลำดับ

การนำเข้าจากไทยในช่วง 5 เดือนแรก (ม.ค. – พ.ค.) ของปี 2564 มีมูลค่าอยู่ที่ 70.37 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 2,296.17 ล้านบาท) ขยายตัวร้อยละ 5.64 ในทุกประเภทสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์สำหรับผม ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากและฟัน ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว สบู่ และน้ำหอม เป็นต้น โดยจุดแข็งของผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงามจากไทย คือ ภาพลักษณ์และคุณภาพของสินค้าเป็นที่ยอมรับ มีมาตรฐานการผลิตในระดับสากล รูปแบบผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลาย รวมทั้งระดับราคาที่สอดคล้องกับผู้บริโภคกลุ่มวัยรุ่นและวัยเริ่มทำงาน

นอกจากนี้ ผู้บริโภคในมาเลเซียนั้นให้ความสนใจกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น ทำให้มีความต้องการสินค้าเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลรักษาสุขอนามัยที่ผลิตจากวัตถุดิบหรือส่วนผสมจากธรรมชาติเพิ่มขึ้น อาทิ สบู่หรือครีมอาบน้ำที่มีส่วนผสมจากถ่านและชาเขียวเพื่อช่วยกำจัดเชื้อโรค รวมถึงสินค้าที่ปราศจากสารพาราเบน (Paraben) ก็ยังมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยสามารถหาพันธมิตรธุรกิจในมาเลเซียได้โดยผ่านการนัดหมายเจรจาธุรกิจแบบตัวต่อตัวกับผู้นำเข้า (Knock Door) หรือการเจรจาธุรกิจผ่านระบบออนไลน์ (Online Business Matching) รวมถึงการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า/บริการเสมือนจริง (Virtual Exhibition) ที่สามารถเข้าร่วมได้แม้ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งงานแสดงสินค้าสุขภาพและความงามที่น่าสนใจ อาทิ Beauty Online Trade Show ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-7 พฤศจิกายน 2564, Virtual Exhibition FoodBev, Retail, Health & Beauty Platform ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-4 พฤศจิกายน 2564 อีกทั้งยังมีแพลตฟอร์มออนไลน์ของผู้จัดงานแสดงสินค้า เช่น Deltus B2B Beauty E-commerce Platform, HKTDC International Sourcing Show เป็นต้น

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมงานแสดงสินค้าสามารถสมัครเข้าร่วม โครงการส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs Pro-active) โครงการที่ให้การสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ไทยเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและบริการในงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ พร้อมสนับสนุนวงเงินในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและบริการในต่างประเทศ (Overseas Trade Fair) สูงสุด 200,000 บาทต่อครั้ง จำนวน 6 สิทธิ์ และการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเสมือนจริงในต่างประเทศ (Virtual Exhibition) สูงสุด 50,000 บาทต่อครั้ง จำนวน 6 ครั้ง ศึกษาข้อมูลและหลักเกณฑ์โครงการเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์โครงการฯ https://smesproactive.ditp.go.th/ หรือ Facebook Page: SMEs Pro-active by DITP สอบถามรายละเอียดได้ที่ 02-507-7783 หรือ 02-507-7786

210664 AW Final.jpg

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผย มูลค่าการนำเข้าของสหรัฐอเมริกาเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากปัจจัยด้านการขยายตัวของความต้องการบริโภคภายในประเทศ ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะการแจกจ่ายเงินช่วยเหลือให้กับชาวอเมริกัน คาดเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยในการเพิ่มมูลค่าและขยายตลาดส่งออก

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองไมอามี ให้ข้อมูลว่า ในช่วงเดือนมีนาคม 2564 สหรัฐฯ นำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.3 เป็นมูลค่าทั้งสิ้น 2.75 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 85.9 แสนล้านบาท) กลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าการนำเข้าสูงในช่วงดังกล่าว ได้แก่ ของเล่น เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน โทรศัพท์เคลื่อนที่ ยานยนต์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

โดยปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้มูลค่าการนำเข้าของสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่งสูงขึ้นมาจากแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ เป็นผลสืบเนื่องมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ปัจจุบันได้อนุมัติงบประมาณในการช่วยเหลือเยียวยารวมมูลค่าทั้งสิ้นราว 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 156 ล้านล้านบาท) ประกอบกับการเร่งดำเนินการแจกจ่ายวัคซีนให้กับประชาชน ทำให้หลายพื้นที่ในสหรัฐฯ เริ่มผ่อนคลายมาตรการป้องกันการแพร่ระบาด

ทั้งนี้ คาดว่าสหรัฐฯ จะเป็นประเทศแรกๆ ที่สามารถเปิดประเทศได้ภายในช่วงกลางปีนี้ ซึ่งน่าจะส่งผลให้ชาวอเมริกันกล้าที่จะจับจ่ายใช้สอยและมีความต้องการบริโภคสินค้าเพิ่มมากขึ้น ทำให้ความต้องการนำเข้าเพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าจากประเทศในแถบเอเชียรวมถึงประเทศไทย โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าในอุตสาหกรรมโรงแรมและการท่องเที่ยวเพื่อสนับสนุนแนวโน้มการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศของชาวอเมริกัน

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองไมอามี ยังให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมว่า สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกสำคัญที่สุดและมีขนาดใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของไทย คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 15 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ดังนั้น แนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในช่วงปลายปีนี้ น่าจะเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยในการเพิ่มมูลค่าและขยายตลาดส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าแฟชั่น และสินค้าอุตสาหกรรม เป็นต้น นอกจากนี้ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์สินค้าและเพิ่มโอกาสทางการค้า ผู้ประกอบการไทยสามารถขอรับการสนับสนุนจากโครงการ SMEs Pro-active ผ่านการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า/บริการในต่างประเทศ งานแสดงสินค้า/บริการเสมือนจริง หรือแพลตฟอร์มของผู้จัดงานแสดงสินค้าได้อีกด้วย

งานแสดงสินค้าในสหรัฐอเมริกาที่น่าสนใจ อาทิ (1) SEMA Show, Las Vegas งานแสดงสินค้าด้านยานยนต์ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-5 พฤศจิกายน 2564 (2) PLMA, Chicago งานแสดงสินค้าอาหาร สินค้าครัวเรือน และสินค้าสุขภาพและความงาม จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-16 พฤศจิกายน 2564 (3) International Contemporary Furniture Fair, New York งานแสดงสินค้าเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-15 พฤศจิกายน 2564 และ (4) American International Toy Fair, New York งานแสดงสินค้าของเล่น จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-22 กุมภาพันธ์ 2565 นอกจากนี้ ยังมีแพลตฟอร์มของผู้จัดงานแสดงสินค้า (Sourcing Marketplace) ที่น่าสนใจอีกด้วยเช่นกัน อาทิ (1) WPA 365 แพลตฟอร์มออนไลน์เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยง (2) SupplySide Network 365 แพลตฟอร์มออนไลน์เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์การเกษตร อาหาร และสินค้าเพื่อสุขภาพต่างๆ

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมงานแสดงสินค้าสามารถสมัครเข้าร่วม โครงการส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs Pro-active) โครงการที่ให้การสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ไทยเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและบริการในงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ ซึ่งสนับสนุนวงเงินในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและบริการในต่างประเทศ (Overseas Trade Fair) สูงสุด 200,000 บาทต่อครั้ง จำนวน 6 สิทธิ์ และยังสนับสนุนวงเงินในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเสมือนจริงในต่างประเทศ (Virtual Exhibition) สูงสุด 50,000 บาทต่อครั้ง จำนวน 6 ครั้ง ศึกษาข้อมูลและหลักเกณฑ์โครงการเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์โครงการฯ https://smesproactive.ditp.go.th/ หรือ Facebook Page: SMEs Pro-active by DITP สอบถามรายละเอียดได้ที่ 02-507-7783 หรือ 02-507-7786

Tags

#5G&FutureMobility #DITP #DITP-#SMEs-#SMEsPro-active #DITP-#SMEsPro-active-#SMEs #Fashionweek #Showroom #SME #SMEs #SMEs-#SMEsPor-active-#กร #SMEsProActive #SMEsPro-active #SMEsPro-active-#SMEs-#DITP #SMEsPro-active-#กร #VirtualExhibition #กร #การเจรจาธุรกิจ #งานแสดงสินค้า #งานแสดงสินค้าไฮบริด #ผู้ประกอบการSMEs-#อัญ #ส่งออก #ส่งออกต่างประเทศ #ส่งออกอินเดีย #อัญ #โอกาสSMEsไทยรุกไกลตลาดโลก ditp ditp-smes-pro-active- ditp-startup-Smes-pro-active FashionWeek Fashion-Week Plant-Based Showroom SMEs smesproactive smes-pro-active smes-pro-active- SMEsPro-active Trade-Fair vdo VDO-Clip-แนะนำโครงการ-SMEs-Pro-active Virtual VirtualExhibition Virtual-Exhibition กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ การนำเข้าของสหรัฐอเมริกา การส่งออก การส่งออกไทย กิจกรรม ขยายการส่งออก ขยายตลาด ขยายสู่ตลาดต่างประเทศ ข่าว แคนาดา งานแสดงสินค้า งานแสดงสินค้าญี่ปุ่น งานแสดงสินค้าเสมือนจริง เจาะตลาดจีน ช่วยเหลือเยียวยา ช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการ ซอส&เครื่องปรุงรส ตลาดเครื่องสำอาง ตลาดเครื่องสำอางมาเลเซีย ตลาดซอส ตลาดออร์แกนิก ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง โตเกียว ทิศทางการบริโภคเพื่อสุขภาพของชาวออสเตรเลีย เนื้อสัตว์ที่ทำมาจากพืช แนวโน้มตลาด ประชุมรอบพิเศษ ผลไม้กระป๋อง ผู้ประกอบการ-SMEs เพิ่มมูลค่าและขยายตลาดส่งออก ฟิลิปปินส์ ภาพรวมธุรกิจอาหาร มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ มาตรการการเงิน มาตรการทางศุลกากร มาตรการสินเชื่อฟื้นฟู ยุโรป เยอรมัน ส่งเสริ ส่งออก ส่งออกแคนาดา ส่งออกจีน ส่งออกญี่ปุ่น ส่งออกไทย สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ ออสเตรเลีย อาหารที่ทำมาจากพืช อาหารพร้อมทาน อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน ฮ่องกง